ดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงกว่า 100 จุด ส่งสัญญาณวอลล์สตรีทปรับตัวลงต่อเนื่องวานนี้

ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ร่วงลงกว่า 100 จุด ส่งสัญญาณการปรับตัวลงของตลาดหุ้นวอลล์สตรีท ต่อเนื่องจากวานนี้

ณ เวลา 19.43 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์ฟิวเจอร์ลบ 178 จุด หรือ 0.36% สู่ระดับ 49,061 จุด

อย่างไรก็ดี หุ้นกลุ่มอุตสาหกรรมผลิตอาวุธพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ เรียกร้องให้มีการเพิ่มงบกลาโหมของสหรัฐสู่ระดับ 1.5 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า

ทั้งนี้ หุ้น Northrop Grumman บวก 6.8% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาดหุ้นวอลล์สตรีทในวันนี้ ขณะที่ Lockheed Martin บวก 6.7%, RTX บวก 5.4% และ Kratos Defense บวก 6.6%

ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดวานนี้ร่วงลงกว่า 400 จุด หลังการเปิดเผยข้อมูลตลาดแรงงานที่อ่อนแอ ซึ่งทำให้นักลงทุนกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาของสหรัฐ

สำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ลดลง 303,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 7.146 ล้านตำแหน่งในเดือนพ.ย. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนก.ย.2567 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 7.60 ล้านตำแหน่ง จากระดับ 7.449 ล้านตำแหน่งในเดือนต.ค.

นักวิเคราะห์ระบุว่า ความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับมาตรการภาษีศุลกากร ทำให้ภาคธุรกิจไม่ต้องการเพิ่มจำนวนพนักงาน ส่งผลให้เศรษฐกิจแทบไม่มีการสร้างงานใหม่ นอกจากนี้ นายจ้างบางส่วนได้นำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้สำหรับบางตำแหน่งงาน ทำให้ลดความจำเป็นในการใช้แรงงาน

ส่วนออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 41,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 48,000 ตำแหน่ง หลังจากลดลง 29,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย.

นักลงทุนจับตาตัวเลขจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่จะมีการเปิดเผยในวันนี้ รวมทั้งตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันพรุ่งนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในปีนี้ ขณะที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปี 2569

นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 57,000 ตำแหน่งในเดือนธ.ค. หลังจากเพิ่มขึ้น 64,000 ตำแหน่งในเดือนพ.ย. นอกจากนี้ คาดว่าอัตราว่างงานลดลงสู่ระดับ 4.5% ในเดือนธ.ค. จากระดับ 4.6% ในเดือนพ.ย.