สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ศาลฎีกาสหรัฐระบุบนเว็บไซต์ว่า ศาลจะมีคำตัดสินในวันศุกร์ที่ 9 ม.ค.ในคดีใหญ่ที่มีการไต่สวนไปแล้ว โดยก่อนหน้านี้ศาลได้ทำการพิจารณาในหลายคดีที่มีความสำคัญทั้งในสหรัฐและในระดับโลก รวมถึงคดีเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีศุลกากรที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์บังคับใช้
อย่างไรก็ดี ศาลไม่ได้ประกาศล่วงหน้าว่าจะมีคำวินิจฉัยในคดีใดบ้างในวันศุกร์นี้
ทั้งนี้ คดีเกี่ยวกับมาตรการภาษีของปธน.ทรัมป์ถือเป็นคดีที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากมีผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก
แพลตฟอร์มเดิมพันออนไลน์ เช่น Kalshi และ Polymarket ประเมินว่าปธน.ทรัมป์มีโอกาสชนะคดีเพียง 30% และ 23% ตามลำดับ ลดลงจากราว 40% ก่อนหน้านี้ หลังจากผู้พิพากษาแสดงท่าทีสงสัยต่อความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าศาลจะสั่งให้รัฐบาลทรัมป์คืนเงินภาษีหรือไม่ หากมีคำวินิจฉัยว่ามาตรการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือศาลอาจจะปล่อยให้ศาลชั้นล่างหรือรัฐบาลกลางเป็นผู้จัดการประเด็นดังกล่าวต่อไป
ก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์ระบุว่า หากศาลมีคำพิพากษาว่าภาษีศุลกากรไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะถือเป็นหายนะต่อสหรัฐ หลังจากที่รัฐบาลมีรายได้จากการเรียกเก็บภาษีดังกล่าวถึง 6 แสนล้านดอลลาร์
สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (CBP) เปิดเผยว่า รัฐบาลทรัมป์อาจเผชิญความเป็นไปได้ที่จะต้องคืนเงินภาษีศุลกากรมากกว่า 1.33 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่ผู้นำเข้า หากศาลฎีกาตัดสินว่ามาตรการภาษีที่ปธน.ทรัมป์บังคับใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2568 ผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐได้ขึ้นบัลลังก์เริ่มการพิจารณาคดีเพื่อชี้ชะตานโยบายภาษีการค้าของปธน.ทรัมป์
ก่อนหน้านี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ มีคำสั่งระงับการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั้งหมด โดยชี้ว่าปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) โดยศาลระบุว่า อำนาจในการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ของประธานาธิบดี
ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยืนตามคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ โดยให้เพิกถอนมาตรการภาษีส่วนใหญ่ เนื่องจากปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของ IEEPA
คณะตุลาการศาลฎีกาสหรัฐชุดปัจจุบันมีอยู่ 9 คน โดยเป็นผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมถึง 6 คน ซึ่ง 3 คนในจำนวนดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งจากปธน.ทรัมป์ นอกจากนี้ คณะตุลาการชุดนี้ยังเคยมีคำพิพากษาที่เป็นคุณต่อปธน.ทรัมป์มาแล้วในหลายคดีก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ
อย่างไรก็ดี ในการไต่สวน ผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐ ทั้งสายอนุรักษนิยมและสายเสรีนิยม ต่างแสดงความสงสัยต่อความชอบด้วยกฎหมายของภาษีศุลกากรที่ปธน.ทรัมป์เรียกเก็บจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
ทั้งนี้ ผู้พิพากษาได้ตั้งคำถามอย่างเข้มข้นต่อนายดี จอห์น เซาเออร์ ทนายความจากสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลทรัมป์ เกี่ยวกับวิธีที่รัฐบาลใช้ในการบังคับใช้ภาษี ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นการละเมิดอำนาจของสภาคองเกรส
นายเซาเออร์กล่าวว่า รัฐบาลใช้ภาษีดังกล่าวเพื่อกำกับดูแลการค้าต่างประเทศ ไม่ใช่ภาษีเพื่อหารายได้
'การสร้างรายได้เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น' นายเซาเออร์กล่าว
อย่างไรก็ดี ผู้พิพากษาโซเนีย โซโตมายอร์ หนึ่งในสามผู้พิพากษาสายเสรีนิยมของศาลฎีกา กล่าวว่า 'คุณบอกว่าภาษีศุลกากรไม่ใช่ภาษี แต่จริง ๆ แล้วมันก็คือภาษี เพราะมันสร้างรายได้จากประชาชนชาวอเมริกัน'
ผู้พิพากษาโซโตมายอร์ยังตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากปธน.ทรัมป์แล้ว ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดใช้กฎหมาย IEEPA เพื่อกำหนดภาษีแบบนี้มาก่อน
ด้านผู้พิพากษานีล กอร์ซัช ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม ก็ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการที่ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพียงลำพังในการประกาศภาษี โดยอ้าง "ภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ" เช่น ความไม่สมดุลทางการค้า และการลักลอบนำเข้ายาเฟนทานิล โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ผู้พิพากษากอร์ซัช ถามว่า 'ถ้าประธานาธิบดีวีโต้กฎหมายที่พยายามดึงอำนาจนี้กลับมา จะเกิดอะไรขึ้น? นั่นหมายความว่า ในทางปฏิบัติ สภาคองเกรสไม่สามารถดึงอำนาจนี้กลับคืนมาได้อีก มันเป็นเหมือนกลไกที่ค่อย ๆ ผลักอำนาจไปอยู่ในมือของฝ่ายบริหาร และห่างไกลจากตัวแทนประชาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ'
ส่วนผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมคนอื่น ๆ รวมถึงจอห์น โรเบิร์ตส์, เอมี โคนีย์ บาร์เร็ตต์, เบรตต์ คาวานาห์ และซามูเอล อาลิโต ก็ได้ซักถามนายเซาเออร์อย่างเข้มข้นเช่นกัน
ต่อมา นายนีล คัตยาล ทนายฝ่ายโจทก์ ได้เริ่มให้การว่า 'ภาษีศุลกากรก็คือภาษี บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศของเราได้มอบอำนาจในการเก็บภาษีให้แก่สภาคองเกรสเท่านั้น เราไม่เชื่อว่ากฎหมาย IEEPA ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการรื้อระบบภาษีการค้าทั่วโลกแบบนี้ได้'
เมื่อผู้พิพากษาโรเบิร์ตส์ถามว่า ภาษีเหล่านี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของประธานาธิบดีในการดำเนินนโยบายต่างประเทศหรือไม่ นายคัตยาลตอบว่า 'เราเห็นด้วยว่าภาษีศุลกากรมีนัยด้านนโยบายต่างประเทศ' แต่เขาเน้นว่า รัฐธรรมนูญมอบอำนาจด้านภาษีให้แก่สภาคองเกรสเท่านั้น
นายคัตยาลยังยกตัวอย่างว่า แม้ปธน.ทรัมป์อ้างว่าการจัดเก็บภาษีก็เพื่อลดการขาดดุลการค้า แต่เขากลับเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐ และที่สำคัญคือ สหรัฐมีตัวเลขเกินดุลทางการค้ากับสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ใช่ขาดดุล
นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยต่อภาษีดังกล่าวระบุว่า ผลกระทบทางการเงินไม่ได้ตกอยู่กับผู้ผลิตต่างชาติ แต่ตกอยู่กับผู้นำเข้าชาวอเมริกันที่ต้องจ่ายภาษีเหล่านี้ และมักผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคในประเทศ