นักวิเคราะห์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา คาดการณ์ว่า มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป แม้ศาลฎีกาสหรัฐมีคำพิพากษาให้มาตรการดังกล่าวเป็นโมฆะ
'หากศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ เราคาดว่ามาตรการภาษีศุลกากรก็จะยังคงถูกนำมาใช้ผ่านทางการใช้อำนาจตามกฎหมายอื่น' นายสตีเฟน จูนู นักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุในรายงาน โดยคาดว่าปธน.ทรัมป์จะยังคงเดินหน้าเรียกเก็บภาษีศุลกากรตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 และมาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากร Smoot-Hawley ปี 1930
'นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังสามารถหวนกลับไปใช้แนวทางเดิมในขณะที่ปธน.ทรัมป์ดำรงตำแหน่งในสมัยแรก โดยการใช้มาตรา 232 และ 301' นายจูนูกล่าว
รายงานของแบงก์ ออฟ อเมริกา สอดคล้องกับโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งระบุว่า ปธน.ทรัมป์ยังคงมีช่องทางตามกฎหมายอื่น ๆ ที่สามารถใช้เพื่อเรียกเก็บภาษีได้ ได้แก่การใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ รวมทั้งมาตรา 301, มาตรา 232 และมาตรา 338
ทั้งนี้ มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างเป็นทางการ จึงอาจเป็นช่องทางรวดเร็วที่สุดในการหลีกเลี่ยงอุปสรรคจากคำตัดสินของศาล
'รัฐบาลทรัมป์สามารถทดแทนภาษีพื้นฐาน 10% ด้วยการเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่สูงถึง 15% ได้อย่างรวดเร็วภายใต้มาตรา 122' นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์กล่าว แต่เสริมว่า มาตรการนี้มีอายุไม่เกิน 150 วัน ซึ่งหลังจากนี้กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังสามารถเริ่มต้นการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ต่อประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐ เพื่อปูทางไปสู่การเรียกเก็บภาษี แต่กระบวนการนี้จะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์
ส่วนภาษีตามมาตรา 232 ซึ่งใช้กับการนำเข้าเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์อยู่แล้ว ก็สามารถขยายไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ได้เช่นกัน โดยกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการบังคับใช้ หากการนำเข้านั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
ขณะเดียวกัน มาตรา 338 ตามกฎหมายการค้าปี 1930 ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีสูงสุดถึง 50% ต่อการนำเข้าจากประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสหรัฐ โดยมาตรการนี้ยังไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน
ด้านนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวเช่นกันว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงสามารถเดินหน้าจัดเก็บภาษีศุลกากรได้ ไม่ว่าผลการพิจารณาของศาลฎีกาจะออกมาอย่างไรก็ตาม
นายเบสเซนต์กล่าวว่า รัฐบาลสามารถใช้อำนาจในหลายมาตราตามกฎหมายการค้าปี 1962 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีอย่างกว้างขวางในการจัดการประเด็นภาษีนำเข้า
'เราสามารถสร้างโครงสร้างภาษีศุลกากรแบบเดิมด้วยมาตรา 301, 232 และ 122' นายเบสเซนต์กล่าว
ต่อคำถามที่ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการเหล่านั้นอย่างถาวรหรือไม่ นายเบสเซนต์ตอบว่า 'ถาวร'
แม้มาตรา 122 ให้อำนาจในการจัดเก็บภาษีได้เพียง 150 วัน แต่มาตรา 301 และ 232 ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัด
นอกจากนี้ นายเบสเซนต์ยังอ้างถึงกฎหมาย IEEPA ซึ่งมอบอำนาจด้านภาษีอย่างกว้างขวางแก่ประธานาธิบดีสหรัฐ แม้ว่าการใช้กฎหมายนี้จะเป็นประเด็นที่ศาลฎีกากำลังตรวจสอบอยู่ก็ตาม
นายเบสเซนต์ยังได้กล่าวถึงความสำเร็จของรัฐบาลสหรัฐในการใช้มาตรการภาษีศุลกากร
'เพราะการบังคับใช้ภาษีที่เกี่ยวข้องกับเฟนทานิล ทำให้จีนเริ่มใช้ความพยายามอย่างจริงจังในการหยุดยั้งการลักลอบนำเข้ายาเสพติดชนิดนี้เข้าสู่สหรัฐ'
นายเบสเซนต์กล่าวว่า เขายังคงเชื่อว่าสหรัฐมีโอกาสสูงที่จะชนะคดีในชั้นศาลฎีกา
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ศาลฎีกาสหรัฐระบุบนเว็บไซต์ว่า ศาลจะมีคำตัดสินในวันศุกร์ที่ 9 ม.ค.ในคดีใหญ่ที่มีการไต่สวนไปแล้ว โดยก่อนหน้านี้ศาลได้ทำการพิจารณาในหลายคดีที่มีความสำคัญทั้งในสหรัฐและในระดับโลก รวมถึงคดีเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีศุลกากรที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์บังคับใช้
อย่างไรก็ดี ศาลไม่ได้ประกาศล่วงหน้าว่าจะมีคำวินิจฉัยในคดีใดบ้างในวันศุกร์นี้
ทั้งนี้ คดีเกี่ยวกับมาตรการภาษีของปธน.ทรัมป์ถือเป็นคดีที่ถูกจับตามองมากที่สุด เนื่องจากมีผลกระทบในวงกว้างต่อเศรษฐกิจโลก
แพลตฟอร์มเดิมพันออนไลน์ เช่น Kalshi และ Polymarket ประเมินว่าปธน.ทรัมป์มีโอกาสชนะคดีเพียง 30% และ 23% ตามลำดับ ลดลงจากราว 40% ก่อนหน้านี้ หลังจากผู้พิพากษาแสดงท่าทีสงสัยต่อความชอบด้วยกฎหมายของมาตรการภาษีดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังไม่ชัดเจนว่าศาลจะสั่งให้รัฐบาลทรัมป์คืนเงินภาษีหรือไม่ หากมีคำวินิจฉัยว่ามาตรการดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือศาลอาจจะปล่อยให้ศาลชั้นล่างหรือรัฐบาลกลางเป็นผู้จัดการประเด็นดังกล่าวต่อไป
ก่อนหน้านี้ ปธน.ทรัมป์ระบุว่า หากศาลมีคำพิพากษาว่าภาษีศุลกากรไม่ชอบด้วยกฎหมาย ก็จะถือเป็นหายนะต่อสหรัฐ หลังจากที่รัฐบาลมีรายได้จากการเรียกเก็บภาษีดังกล่าวถึง 6 แสนล้านดอลลาร์
สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ (CBP) เปิดเผยว่า รัฐบาลทรัมป์อาจเผชิญความเป็นไปได้ที่จะต้องคืนเงินภาษีศุลกากรมากกว่า 1.33 แสนล้านดอลลาร์ให้แก่ผู้นำเข้า หากศาลฎีกาตัดสินว่ามาตรการภาษีที่ปธน.ทรัมป์บังคับใช้ภายใต้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) นั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 5 พ.ย.2568 ผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐได้ขึ้นบัลลังก์เริ่มการพิจารณาคดีเพื่อชี้ชะตานโยบายภาษีการค้าของปธน.ทรัมป์
ก่อนหน้านี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ มีคำสั่งระงับการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั้งหมด โดยชี้ว่าปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) โดยศาลระบุว่า อำนาจในการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ของประธานาธิบดี
ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยืนตามคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ โดยให้เพิกถอนมาตรการภาษีส่วนใหญ่ เนื่องจากปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของ IEEPA
คณะตุลาการศาลฎีกาสหรัฐชุดปัจจุบันมีอยู่ 9 คน โดยเป็นผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมถึง 6 คน ซึ่ง 3 คนในจำนวนดังกล่าวได้รับการแต่งตั้งจากปธน.ทรัมป์ นอกจากนี้ คณะตุลาการชุดนี้ยังเคยมีคำพิพากษาที่เป็นคุณต่อปธน.ทรัมป์มาแล้วในหลายคดีก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะด้านนโยบายต่างประเทศและความมั่นคงแห่งชาติ
อย่างไรก็ดี ในการไต่สวน ผู้พิพากษาศาลฎีกาสหรัฐ ทั้งสายอนุรักษนิยมและสายเสรีนิยม ต่างแสดงความสงสัยต่อความชอบด้วยกฎหมายของภาษีศุลกากรที่ปธน.ทรัมป์เรียกเก็บจากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก
ทั้งนี้ ผู้พิพากษาได้ตั้งคำถามอย่างเข้มข้นต่อนายดี จอห์น เซาเออร์ ทนายความจากสำนักงานอัยการสูงสุด ซึ่งเป็นตัวแทนของรัฐบาลทรัมป์ เกี่ยวกับวิธีที่รัฐบาลใช้ในการบังคับใช้ภาษี ซึ่งนักวิจารณ์มองว่าเป็นการละเมิดอำนาจของสภาคองเกรส
นายเซาเออร์กล่าวว่า รัฐบาลใช้ภาษีดังกล่าวเพื่อกำกับดูแลการค้าต่างประเทศ ไม่ใช่ภาษีเพื่อหารายได้
'การสร้างรายได้เป็นเพียงผลพลอยได้เท่านั้น' นายเซาเออร์กล่าว
อย่างไรก็ดี ผู้พิพากษาโซเนีย โซโตมายอร์ หนึ่งในสามผู้พิพากษาสายเสรีนิยมของศาลฎีกา กล่าวว่า 'คุณบอกว่าภาษีศุลกากรไม่ใช่ภาษี แต่จริง ๆ แล้วมันก็คือภาษี เพราะมันสร้างรายได้จากประชาชนชาวอเมริกัน'
ผู้พิพากษาโซโตมายอร์ยังตั้งข้อสังเกตว่า นอกจากปธน.ทรัมป์แล้ว ยังไม่เคยมีประธานาธิบดีคนใดใช้กฎหมาย IEEPA เพื่อกำหนดภาษีแบบนี้มาก่อน
ด้านผู้พิพากษานีล กอร์ซัช ซึ่งเป็น 1 ใน 6 ผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยม ก็ได้ตั้งคำถามเกี่ยวกับการที่ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจฝ่ายบริหารเพียงลำพังในการประกาศภาษี โดยอ้าง "ภาวะฉุกเฉินระหว่างประเทศ" เช่น ความไม่สมดุลทางการค้า และการลักลอบนำเข้ายาเฟนทานิล โดยไม่ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส
ผู้พิพากษากอร์ซัช ถามว่า 'ถ้าประธานาธิบดีวีโต้กฎหมายที่พยายามดึงอำนาจนี้กลับมา จะเกิดอะไรขึ้น? นั่นหมายความว่า ในทางปฏิบัติ สภาคองเกรสไม่สามารถดึงอำนาจนี้กลับคืนมาได้อีก มันเป็นเหมือนกลไกที่ค่อย ๆ ผลักอำนาจไปอยู่ในมือของฝ่ายบริหาร และห่างไกลจากตัวแทนประชาชนมากขึ้นเรื่อย ๆ'
ส่วนผู้พิพากษาสายอนุรักษนิยมคนอื่น ๆ รวมถึงจอห์น โรเบิร์ตส์, เอมี โคนีย์ บาร์เร็ตต์, เบรตต์ คาวานาห์ และซามูเอล อาลิโต ก็ได้ซักถามนายเซาเออร์อย่างเข้มข้นเช่นกัน
ต่อมา นายนีล คัตยาล ทนายฝ่ายโจทก์ ได้เริ่มให้การว่า 'ภาษีศุลกากรก็คือภาษี บรรพบุรุษผู้ก่อตั้งประเทศของเราได้มอบอำนาจในการเก็บภาษีให้แก่สภาคองเกรสเท่านั้น เราไม่เชื่อว่ากฎหมาย IEEPA ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการรื้อระบบภาษีการค้าทั่วโลกแบบนี้ได้'
เมื่อผู้พิพากษาโรเบิร์ตส์ถามว่า ภาษีเหล่านี้เกี่ยวข้องกับอำนาจของประธานาธิบดีในการดำเนินนโยบายต่างประเทศหรือไม่ นายคัตยาลตอบว่า 'เราเห็นด้วยว่าภาษีศุลกากรมีนัยด้านนโยบายต่างประเทศ' แต่เขาเน้นว่า รัฐธรรมนูญมอบอำนาจด้านภาษีให้แก่สภาคองเกรสเท่านั้น
นายคัตยาลยังยกตัวอย่างว่า แม้ปธน.ทรัมป์อ้างว่าการจัดเก็บภาษีก็เพื่อลดการขาดดุลการค้า แต่เขากลับเก็บภาษี 39% ต่อสินค้าที่นำเข้าจากสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งเป็นพันธมิตรของสหรัฐ และที่สำคัญคือ สหรัฐมีตัวเลขเกินดุลทางการค้ากับสวิตเซอร์แลนด์ ไม่ใช่ขาดดุล
นอกจากนี้ ผู้ที่ไม่เห็นด้วยต่อภาษีดังกล่าวระบุว่า ผลกระทบทางการเงินไม่ได้ตกอยู่กับผู้ผลิตต่างชาติ แต่ตกอยู่กับผู้นำเข้าชาวอเมริกันที่ต้องจ่ายภาษีเหล่านี้ และมักผลักภาระต้นทุนไปยังผู้บริโภคในประเทศ