ดาวโจนส์ไหลไม่หยุด ล่าสุดทรุดกว่า 500 จุด หุ้นกลุ่มประกันสุขภาพทุบตลาด

ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดทรุดตัวลงกว่า 500 จุด โดยได้รับผลกระทบจากแรงเทขายในหุ้นกลุ่มบริษัทประกันสุขภาพ

ณ เวลา 01.04 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ลบ 527.40 จุด หรือ 1.07% สู่ระดับ 48,885.00 จุด

หุ้นของบริษัทประกันสุขภาพรายใหญ่ต่างดิ่งลงอย่างหนักในวันนี้ (27 ม.ค.) หลังรัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เสนอการจ่ายเงินให้แก่บริษัทประกันสุขภาพที่เข้าโครงการ Medicare Advantage ในอัตราที่ต่ำกว่านักวิเคราะห์คาดไว้อย่างมาก

อัตราการจ่ายเงินของรัฐบาลให้แก่บริษัทประกันสุขภาพที่เข้าโครงการ Medicare Advantage เป็นตัวกำหนดว่าบริษัทประกันสุขภาพจะสามารถเรียกเก็บค่าเบี้ยประกันรายเดือน และออกแบบสิทธิประโยชน์ของแผนประกันสุขภาพได้มากน้อยเพียงใด และท้ายที่สุดจะส่งผลต่อกำไรของบริษัท

ทั้งนี้ ศูนย์บริการ Medicare และ Medicaid ของรัฐบาลสหรัฐเสนอปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินสำหรับโครงการ Medicare Advantage ในปีนี้เฉลี่ยเพียง 0.09% ซึ่งตัวเลขดังกล่าวต่ำกว่าระดับ 4-6% ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้อย่างมาก

ราคาหุ้น Humana ทรุดตัวลงกว่า 20% ขณะที่ CVS Health ร่วงลง 13% ส่วน UnitedHealth Group ดิ่งลงมากกว่า 19% หลังมีรายงานข่าวเกี่ยวกับอัตราการจ่ายเงินในโครงการ Medicare และจากการที่บริษัทคาดการณ์รายได้ประจำปีนี้ต่ำกว่าที่ตลาดคาดไว้

นอกจากนี้ หุ้น Elevance Health ร่วงลง 13% ขณะที่ Centene ปรับตัวลงกว่า 10%

ขณะเดียวกัน ตลาดยังถูกกดดันจากการเปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐร่วงลงแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 12 ปี

ผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ ระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลง 9.7 จุด สู่ระดับ 84.5 ในเดือนม.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2557 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 90.0

นอกจากนี้ ดัชนีมุมมองต่อภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและดัชนีคาดการณ์ภาวะเศรษฐกิจในอนาคตต่างปรับตัวลงในเดือนม.ค.

ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับตลาดแรงงานสหรัฐ

ทั้งนี้ ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐเป็นการสำรวจมุมมองของผู้บริโภค สถานะการเงินส่วนบุคคล การจ้างงาน รวมทั้งความเชื่อมั่นต่อสภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบันและในช่วง 6 เดือนข้างหน้า

นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ เฟดจะเริ่มการประชุมนโยบายการเงินในวันนี้ ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกของปี 2569 ก่อนการประกาศผลการประชุมในวันพรุ่งนี้

ตลาดจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในสัปดาห์นี้ โดยคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมรอบนี้ และคาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือนมิ.ย.และต.ค. ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของเฟดจะอยู่ที่ระดับ 3.00-3.25% ในช่วงสิ้นปี 2569 จากปัจจุบันที่ระดับ 3.50-3.75%

นักลงทุนจับตาถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวล ประธานเฟด หลังการประชุมพรุ่งนี้ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้

ในการประชุมเฟดครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 10 ธ.ค.2568 คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) มีมติ 9-3 ในการปรับลดอัตราดอกเบี้ยระยะสั้น 0.25% สู่ระดับ 3.50-3.75% ตามการคาดการณ์ของตลาด

ในการคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Dot Plot) เจ้าหน้าที่เฟดส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ย 1 ครั้ง ๆ ละ 0.25% ในปี 2569 และลดอัตราดอกเบี้ยอีก 1 ครั้ง ๆ ละ 0.25% ในปี 2570 ก่อนที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของเฟดแตะเป้าหมายระยะยาวที่ระดับ 3% โดยการส่งสัญญาณปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้งในปี 2569 และ 2570 ไม่แตกต่างจากการส่งสัญญาณในการประชุมเดือนก.ย.2568

นอกจากนี้ มีการคาดการณ์กันว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ อาจประกาศรายชื่อผู้ที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นว่าที่ประธานเฟดอย่างเร็วที่สุดภายในสัปดาห์นี้ ซึ่งตรงกับสัปดาห์ที่จะมีการประชุมนโยบายการเงินของเฟด

Polymarket ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มเดิมพันออนไลน์ที่ถูกกฎหมาย ให้โอกาส 48% ที่นายริก รีเดอร์ ผู้จัดการการลงทุนตราสารหนี้จากบริษัทแบล็คร็อค ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในโลก จะขึ้นมาเป็นว่าที่ประธานเฟด แทนนายเจอโรม พาวเวล ซึ่งจะครบวาระการดำรงตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม 2569

นอกจากนายรีเดอร์แล้ว ตัวเต็งอีก 3 รายที่อาจสืบทอดตำแหน่งต่อจากนายพาวเวล ได้แก่ นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และเป็นที่ปรึกษาของปธน.ทรัมป์, นายคริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ สมาชิกคณะกรรมการผู้ว่าการเฟด และเป็นสมาชิกถาวรของคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด (FOMC) และนายเควิน วอร์ช อดีตผู้ว่าการเฟด

ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนในสัปดาห์นี้ โดยบริษัทในดัชนี S&P 500 มากกว่า 90 แห่งมีกำหนดเปิดเผยผลประกอบการประจำไตรมาส 4/2568 ซึ่งรวมถึง Apple, Meta Platforms และ Microsoft

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ที่อาจเกิดขึ้นในสัปดาห์นี้

สหรัฐเผชิญภาวะชัตดาวน์ภายในปลายสัปดาห์นี้ หลังเกิดกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง (ICE) ยิงนายอเล็กซ์ เพรตติ เสียชีวิตในรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันครั้งที่สองในเดือนนี้

ทั้งนี้ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจำนวนมากเตือนว่า พวกเขาจะไม่ลงคะแนนสนับสนุนงบประมาณวงเงิน 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการดำเนินงานของรัฐบาลกลาง หากร่างกฎหมายดังกล่าวมีการรวมงบประมาณของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ซึ่งกำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมือง

สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่หากวุฒิสภาไม่อนุมัติร่างกฎหมายนี้ภายในวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. รัฐบาลสหรัฐจะเผชิญภาวะชัตดาวน์อีกครั้ง หลังจากเผชิญภาวะชัตดาวน์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ต.ค.-12 พ.ย.2568 เป็นเวลา 43 วัน ซึ่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

ร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าวต้องการเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 60 เสียง เพื่อผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา โดยพรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากในวุฒิสภาเพียง 53 ต่อ 47 เสียง ซึ่งหมายความว่าพรรครีพับลิกันจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคเดโมแครต