🕚*ข่าวร้าย! "นาฬิกาวันสิ้นโลก" ถูกปรับใหม่ บ่งชี้โลกเฉียดเข้าใกล้อวสานมากที่สุด

นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการปรับ "นาฬิกาวันสิ้นโลก" (Doomsday Clock) ในวันนี้ โดยบ่งชี้ว่าโลกกำลังเข้าใกล้วาระสุดท้ายมากกว่าในอดีต โดยขณะนี้นาฬิกาถูกตั้งไว้ที่ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน เร็วขึ้น 4 วินาที เมื่อเทียบกับปีที่แล้วที่ตั้งไว้ที่ 89 วินาทีก่อนเที่ยงคืน

การปรับเวลาในวันนี้ ถือเป็นตำแหน่งที่เข้าใกล้เที่ยงคืนมากที่สุด นับตั้งแต่มีการสร้างนาฬิกาดังกล่าวในปี 2490

ทั้งนี้ Bulletin of the Atomic Scientists ซึ่งเป็นองค์กรที่ประเมินว่าโลกเข้าใกล้จุดจบที่มนุษย์ก่อขึ้นเองมากเพียงใด ได้ทำการปรับเวลาของ "นาฬิกาวันสิ้นโลก" เป็นประจำทุกปี

แถลงการณ์ระบุว่า เนื่องจากความล้มเหลวของภาวะผู้นำทั่วโลก คณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และความมั่นคงของ Bulletin of the Atomic Scientists ได้ตั้งนาฬิกาวันสิ้นโลกไว้ที่ 85 วินาทีก่อนเที่ยงคืน ซึ่งเข้าใกล้หายนะมากที่สุดเท่าที่เคยมีมา

อเล็กซานดรา เบลล์ ประธานและซีอีโอของ Bulletin of the Atomic Scientists กล่าวว่า 'สารที่นาฬิกาวันสิ้นโลกส่งออกมาชัดเจนอย่างยิ่ง โดยความเสี่ยงระดับหายนะกำลังเพิ่มสูงขึ้น ความร่วมมือกำลังลดลง และเรากำลังจะหมดเวลาลงแล้ว การเปลี่ยนแปลงถือว่ามีความจำเป็นและเป็นไปได้ แต่ประชาคมโลกต้องเรียกร้องให้ผู้นำดำเนินการอย่างเร่งด่วน'

'เส้นทางที่เราเดินอยู่นั้นไม่ยั่งยืน ผู้นำของประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะสหรัฐอเมริกา รัสเซีย และจีน ต้องเป็นผู้นำในการหาหนทางถอยห่างจากปากเหว และประชาชนต้องกดดันให้พวกเขาทำเช่นนั้น'

ทั้งนี้ นาฬิกาวันสิ้นโลกถือเป็นสัญลักษณ์เชิงเปรียบเทียบ ไม่ได้เป็นการทำนายเวลาสิ้นโลกอย่างเฉพาะเจาะจง แต่เป็นการประเมินระดับความเสี่ยงของโลกโดยนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำจากทั่วโลก

Bulletin of the Atomic Scientists ก่อตั้งโดยนักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยชิคาโก ซึ่งเคยมีส่วนร่วมในการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ชุดแรกภายใต้โครงการแมนฮัตตัน

ในแต่ละปี สมาชิกของคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และความมั่นคงจะถูกตั้งคำถามสองข้อ คือ มนุษยชาติมีความปลอดภัยมากขึ้นหรือเสี่ยงมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และมนุษยชาติมีความปลอดภัยมากขึ้นหรือเสี่ยงมากขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเวลา 79 ปีที่มีการตั้งนาฬิกานี้ โดยคำตอบของคำถามเหล่านี้จะถูกนำไปใช้กำหนดเวลาของนาฬิกาสำหรับปีถัดไป

แดเนียล โฮลซ์ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยชิคาโก และประธานคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์และความมั่นคงของ Bulletin กล่าวถึงเหตุผลที่นาฬิกาขยับเข้าใกล้เที่ยงคืนมากขึ้นว่า 'แนวโน้มอันตรายด้านความเสี่ยงจากนิวเคลียร์ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ และความมั่นคงทางชีวภาพ ได้มาพร้อมกับพัฒนาการที่น่ากลัวอีกประการหนึ่ง ซึ่งก็คือการเพิ่มขึ้นของระบอบอำนาจนิยมแบบชาตินิยมในหลายประเทศทั่วโลก'

เขากล่าวเสริมว่า มนุษยชาติจำเป็นต้องมีความไว้วางใจและความร่วมมือระหว่างประเทศ แต่โลกที่แตกแยกเป็นพวกเราและพวกเขาจะทำให้มนุษยชาติทั้งหมดเปราะบางมากขึ้น

Bulletin ระบุว่า 'เราได้เตือนเมื่อปีที่แล้วว่า โลกกำลังเข้าใกล้ภัยพิบัติ และการชะลอการเปลี่ยนทิศทางจะยิ่งเพิ่มความเป็นไปได้ของการเกิดหายนะ แต่แทนที่จะรับฟังคำเตือนดังกล่าว รัสเซีย จีน สหรัฐ และประเทศมหาอำนาจอื่น ๆ กลับมีท่าทีแข็งกร้าว เป็นปฏิปักษ์ และชาตินิยมมากขึ้น'

'ความเข้าใจร่วมกันในระดับโลกที่สร้างขึ้นมาอย่างยากลำบากกำลังพังทลายลง ชาติมหาอำนาจกำลังเร่งการแข่งขันในลักษณะผู้ชนะกินรวบ และบั่นทอนความร่วมมือระหว่างประเทศที่จำเป็นต่อการลดความเสี่ยงของสงครามนิวเคลียร์ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การใช้เทคโนโลยีชีวภาพในทางที่ผิด ภัยคุกคามจากปัญญาประดิษฐ์ และอันตรายระดับวันสิ้นโลกอื่น ๆ'

Bulletin ยังระบุว่า ผู้นำจำนวนมากได้กลายเป็นผู้ที่นิ่งเฉยและเพิกเฉย และในหลายกรณีกลับใช้วาทกรรมและนโยบายที่เร่งเร้าให้ความเสี่ยงเหล่านี้รุนแรงขึ้น แทนที่จะลดลง

อย่างไรก็ดี แม้เข็มนาฬิกาวันสิ้นโลกจะขยับเข้าใกล้เที่ยงคืนมากขึ้น แต่ Bulletin ระบุว่า ยังคงมีโอกาสที่สามารถดึงมนุษยชาติกลับจากปากเหว โดยสหรัฐและรัสเซียกลับมาเจรจาเรื่องการจำกัดอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่ประเทศที่มีอาวุธนิวเคลียร์เคารพข้อตกลงระงับการทดสอบอาวุธนิวเคลียร์

นอกจากนี้ ประชาคมโลกสามารถดำเนินมาตรการทุกวิถีทางผ่านข้อตกลงพหุภาคีและกฎระเบียบภายในประเทศ โดยร่วมมือกันลดความเสี่ยงในการใช้ปัญญาประดิษฐ์ที่จะเป็นภัยคุกคามทางชีวภาพ

ขณะเดียวกัน รัฐสภาสหรัฐสามารถปฏิเสธนโยบายของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ต่อต้านพลังงานหมุนเวียน และหันมาสนับสนุนแรงจูงใจและการลงทุนเพื่อลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล

ส่วนสหรัฐ รัสเซีย และจีน สามารถเปิดการเจรจาทวิภาคีและพหุภาคี เพื่อกำหนดแนวทางเกี่ยวกับการนำปัญญาประดิษฐ์มาใช้ในกองทัพ โดยเฉพาะในระบบสั่งการและควบคุมอาวุธนิวเคลียร์