สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (05 ก.พ. 69)
นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 31.80 บาท/ดอลลาร์ จากช่วงเช้า
เปิดตลาดที่ระดับ 31.73 บาท/ดอลลาร์
โดยระหว่างวัน เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 31.68 - 31.88 บาท/ดอลลาร์ สำหรับค่าเงินบาทที่ระดับ 31.88 บาท/
ดอลลาร์ นับเป็นการอ่อนค่าสุดในรอบเกือบ 2 เดือน และวันนี้ เงินบาทยังอ่อนค่าสุดในภูมิภาคอีกด้วย เป็นผลมาจากสกุลเงินดอลลาร์ปรับ
ตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลหลักอื่น ประกอบกับในระหว่างวัน ราคาทองคำปรับตัวลดลง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ส่งผลให้เงินบาทอ่อนค่า
ส่วนการรายงานข้อมูลเงินเฟ้อเดือนม.ค.ของไทย ซึ่งติดลบต่อเนื่องกันเป็นเดือนที่ 10 นั้น ไม่ได้มีผลต่อทิศทางค่าเงินบาท
เท่าใดนัก
สำหรับคืนนี้ ตลาดรอติดตามการประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ซึ่งตลาดคาดว่าทั้ง 2
ธนาคารจะยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับเดิม รวมทั้งติดตามการรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ เช่น จำนวนผู้ขอรับ
สวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์
อย่างไรก็ดี ความเคลื่อนไหวของราคาทองคำตลาดโลก ก็เป็นอีกปัจจัยที่นักลงทุนยังให้ความสำคัญ
นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 31.65-31.85 บาท/ดอลลาร์
* ปัจจัยสำคัญ
- เงินเยน อยู่ที่ระดับ 157.26 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 156.93 เยน/ดอลลาร์
- เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1780 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1802 ดอลลาร์/ยูโร
- ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,346.23 จุด ลดลง 0.31 จุด (-0.02%) มูลค่าการซื้อขาย 57,388.58 ล้านบาท
- สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 4,155.74 ล้านบาท
- กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนม.ค.69 ลดลง 0.66% (YoY) โดยเป็นการติดลบต่อเนื่องเป็น
เดือนที่ 10 สาเหตุหลักจากการลดลงของราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน ทั้งน้ำมันเชื้อเพลิง และค่าไฟฟ้าที่ปรับลดลงตามสถานการณ์ราคา
พลังงานในตลาดโลก รวมทั้งมาตรการลดภาระค่าครองชีพของภาครัฐ
- กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์แนวโน้มเงินเฟ้อทั่วไปเดือนก.พ. ยังมีโอกาสจะติดลบต่อได้ เนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลก
ยังอยู่ในระดับต่ำ ประกอบกับภาครัฐยังมีมาตรการลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงานให้แก่ประชาชน พร้อมประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปใน
ไตรมาส 1/69 จะลดลง 0.43% และคาดว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไป จะสามารถกลับมาเป็นบวกได้เล็กน้อยในช่วงไตรมาส 2
- ราคาทองคำในประเทศวันนี้ผันผวนหนัก โดยตั้งแต่เปิดตลาดจนถึงเวลาประมาร 17.00 น. ราคามีการปรับเปลี่ยนขึ้น/
ลง รวมแล้ว 101 ครั้ง ซึ่งถือว่ามากสุดเป็นประวัติการณ์ โดยราคาปิดตลาดล่าสุด ทองคำแท่ง รับซื้อ บาททองคำละ 73,300 บาท
ขายออก บาททองคำละ 73,500 บาท ส่วนทองรูปพรรณ รับซื้อ บาททองคำละ 71,828.08 บาท ขายออก บาททองคำละ 74,300
บาท
- สมาคมทองคำแห่งประเทศจีน (China Gold Association) เปิดเผยว่า การผลิตทองคำของจีนในปี 2568 อยู่ที่
381.339 ตัน เพิ่มขึ้น 1.09% ขณะที่ปริมาณการใช้ทองคำโดยรวมลดลง 3.57% อยู่ที่ 950.096 ตัน เนื่องมาจากการเปลี่ยนผ่านจาก
ความต้องการเครื่องประดับ ไปสู่การลงทุนในผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุน
- สำนักงานสถิติแห่งชาติอินโดนีเซีย รายงานว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 ขยายตัว
5.39% ซึ่งเป็นการขยายตัวอย่างแข็งแกร่ง เนื่องจากการใช้จ่ายภาครัฐที่ปรับตัวสูงขึ้น ได้ช่วยกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ซึ่งคาดว่าจะ
เป็นปัจจัยสนับสนุนความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน หลังจากค่าเงินรูเปียห์ และตลาดหุ้นอินโดนีเซียร่วงลงอย่างหนักเมื่อไม่นานมานี้
- สำนักงานสถิติแห่งชาติฟิลิปปินส์ รายงานว่า ตัวเลขเงินเฟ้อของฟิลิปปินส์เดือนม.ค.69 เพิ่มขึ้น 2% ปรับตัวขึ้นติดต่อกันเป็น
เดือนที่ 2 แต่ยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารกลางฟิลิปปินส์ ซึ่งทำให้ธนาคารกลาง ยังคงมีโอกาสที่จะเดินหน้าผ่อนคลายนโยบาย
การเงิน
- ราคาแร่เงิน (Silver) ทรุดหนักกว่า 17% ในวันนี้ ลบภาพการฟื้นตัวในช่วง 2 วันก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง หลังโลหะเงิน
เผชิญความยากลำบากในการหาฐานราคาใหม่ จากภาวะตลาดปั่นป่วนครั้งประวัติศาสตร์ ขณะที่ราคาทองคำ และโลหะพื้นฐานกอดคอร่วง
ตาม ท่ามกลางความกังวลต่อทิศทางนโยบายการเงินของสหรัฐฯ
- สินทรัพย์ของมาเลเซีย กำลังกลายเป็นเป้าหมายหลักของนักลงทุนทั่วโลก ท่ามกลางภาวะดอลลาร์อ่อนค่าและความตึง
เครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้น โดยรายงานล่าสุด ระบุว่า ในปี 2568 ที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติแห่เข้าซื้อตราสารหนี้สกุลเงินท้องถิ่น
ของมาเลเซียสูงถึง 6.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งถือเป็นการไหลเข้ารายปีที่สูงสุดในรอบ 4 ปี และสูงที่สุดในภูมิภาค โดยความต้องการยังคง
หนาแน่นต่อเนื่องมาจนถึงเดือนม.ค.69