💥*โลกยังต้องลุ้นต่อไป จับตาสหรัฐเตรียมดาบสอง หลังศาลคว่ำ "ภาษีทรัมป์"

ศาลฎีกาสหรัฐมีมติด้วยคะแนนเสียง 6-3 ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันนี้ (20 ก.พ.)

ทั้งนี้ ในคำตัดสินความยาว 170 หน้า ศาลมีคำวินิจฉัยว่า กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ไม่ได้ให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีในการกำหนดภาษีศุลกากรแต่อย่างใด โดยกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อใช้สำหรับมาตรการคว่ำบาตรและการควบคุมเงินทุนในช่วงที่เกิดภาวะฉุกเฉินแห่งชาติที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามจากต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ มีคำสั่งระงับการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั้งหมด โดยชี้ว่าปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย IEEPA โดยศาลระบุว่า อำนาจในการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ของประธานาธิบดี

ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยืนตามคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ โดยให้เพิกถอนมาตรการภาษีส่วนใหญ่ เนื่องจากปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของ IEEPA

คำวินิจฉัยของศาลฎีกาในวันนี้ จะทำให้รัฐบาลสหรัฐต้องคืนเงินภาษีมูลค่ากว่า 1.335 แสนล้านดอลลาร์ หรือราว 4.2 ล้านล้านบาทที่ได้เรียกเก็บจากบริษัทหรือประเทศที่ส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ดี นักวิเคราะห์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา คาดการณ์ก่อนหน้านี้ว่า มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของปธน.ทรัมป์จะยังคงมีผลบังคับใช้ต่อไป แม้ศาลฎีกาสหรัฐมีคำพิพากษาให้มาตรการดังกล่าวเป็นโมฆะ

'หากศาลฎีกาตัดสินยืนตามศาลอุทธรณ์ เราคาดว่ามาตรการภาษีศุลกากรก็จะยังคงถูกนำมาใช้ผ่านทางการใช้อำนาจตามกฎหมายอื่น' นายสตีเฟน จูนู นักเศรษฐศาสตร์ของแบงก์ ออฟ อเมริกา ระบุในรายงาน โดยคาดว่าปธน.ทรัมป์จะยังคงเดินหน้าเรียกเก็บภาษีศุลกากรตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 และมาตรา 338 ของกฎหมายภาษีศุลกากร Smoot-Hawley ปี 1930

'นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังสามารถหวนกลับไปใช้แนวทางเดิมในขณะที่ปธน.ทรัมป์ดำรงตำแหน่งในสมัยแรก โดยการใช้มาตรา 232 และ 301' นายจูนูกล่าว

รายงานของแบงก์ ออฟ อเมริกา สอดคล้องกับโกลด์แมน แซคส์ ซึ่งระบุว่า ปธน.ทรัมป์ยังคงมีช่องทางตามกฎหมายอื่น ๆ ที่สามารถใช้เพื่อเรียกเก็บภาษีได้ ได้แก่การใช้มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าสหรัฐ รวมทั้งมาตรา 301, มาตรา 232 และมาตรา 338

ทั้งนี้ มาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 ไม่จำเป็นต้องมีการสอบสวนอย่างเป็นทางการ จึงอาจเป็นช่องทางรวดเร็วที่สุดในการหลีกเลี่ยงอุปสรรคจากคำตัดสินของศาล

'รัฐบาลทรัมป์สามารถทดแทนภาษีพื้นฐาน 10% ด้วยการเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่สูงถึง 15% ได้อย่างรวดเร็วภายใต้มาตรา 122' นักวิเคราะห์ของโกลด์แมน แซคส์กล่าว แต่เสริมว่า มาตรการนี้มีอายุไม่เกิน 150 วัน ซึ่งหลังจากนี้กฎหมายกำหนดให้ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาคองเกรส

นอกจากนี้ ปธน.ทรัมป์ยังสามารถเริ่มต้นการสอบสวนภายใต้มาตรา 301 ต่อประเทศคู่ค้ารายใหญ่ของสหรัฐ เพื่อปูทางไปสู่การเรียกเก็บภาษี แต่กระบวนการนี้จะต้องใช้เวลาหลายสัปดาห์

ส่วนภาษีตามมาตรา 232 ซึ่งใช้กับการนำเข้าเหล็ก อะลูมิเนียม และรถยนต์อยู่แล้ว ก็สามารถขยายไปยังภาคส่วนอื่น ๆ ได้เช่นกัน โดยกฎหมายฉบับนี้ให้อำนาจประธานาธิบดีในการบังคับใช้ หากการนำเข้านั้นเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ขณะเดียวกัน มาตรา 338 ตามกฎหมายการค้าปี 1930 ให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีสูงสุดถึง 50% ต่อการนำเข้าจากประเทศที่เลือกปฏิบัติต่อสหรัฐ โดยมาตรการนี้ยังไม่เคยถูกนำมาใช้มาก่อน

ด้านนายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวเช่นกันว่า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงสามารถเดินหน้าจัดเก็บภาษีศุลกากรได้ ไม่ว่าผลการพิจารณาของศาลฎีกาจะออกมาอย่างไรก็ตาม

นายเบสเซนต์กล่าวว่า รัฐบาลสามารถใช้อำนาจในหลายมาตราตามกฎหมายการค้าปี 1962 ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีอย่างกว้างขวางในการจัดการประเด็นภาษีนำเข้า

'เราสามารถสร้างโครงสร้างภาษีศุลกากรแบบเดิมด้วยมาตรา 301, 232 และ 122' นายเบสเซนต์กล่าว

ต่อคำถามที่ว่า รัฐบาลจำเป็นต้องใช้มาตรการเหล่านั้นอย่างถาวรหรือไม่ นายเบสเซนต์ตอบว่า 'ถาวร' แม้มาตรา 122 ให้อำนาจในการจัดเก็บภาษีได้เพียง 150 วัน แต่มาตรา 301 และ 232 ไม่ได้กำหนดกรอบเวลาที่แน่ชัด