สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยในวันศุกร์ (20 ก.พ.) ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปิดบวกจากแรงซื้อเพื่อชดเชยการทำชอร์ตเซลล์ หลังนักลงทุนกังวลว่า สหรัฐฯ อาจใช้ปฏิบัติการทางทหาร ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กดดันให้อิหร่านยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. ลดลง 4 เซนต์ หรือ 0.06% ปิดที่ 66.39 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนเม.ย. เพิ่มขึ้น 10 เซนต์ หรือ 0.14% ปิดที่ 71.76 ดอลลาร์/บาร์เรล
ตลอดทั้งสัปดาห์นี้ สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI ปรับตัวขึ้นมากกว่า 5%
ตลอดการซื้อขายส่วนใหญ่ในวันศุกร์ ทั้งสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI เคลื่อนไหวในแดนลบ ขณะที่ตลาดรอดูความคืบหน้าความตึงเครียดระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ
ฟิล ฟลินน์ นักวิเคราะห์อาวุโสจาก Price Futures Group กล่าวว่า ตลาดกำลังอยู่ระหว่างการคาดการณ์ว่าจะเกิดอะไรขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน และความหวังว่าจะไม่เกิดการโจมตี
ฟลินน์ยังกล่าวว่า ตลาดน้ำมันแทบไม่ตอบสนองต่อคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯ ที่วินิจฉัยว่า การใช้กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อจัดเก็บภาษีของทรัมป์ขัดต่อรัฐธรรมนูญ โดยมองว่า ตลาดเชื่อว่ามาตรการภาษีอาจถูกผลักดันด้วยวิธีอื่น
ทรัมป์กล่าวในสัปดาห์นี้ว่า จะเกิดเรื่องเลวร้ายกับอิหร่าน หากไม่มีข้อตกลงเพื่อยุติการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน
ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเปิดเผยเมื่อวันศุกร์ว่า คาดว่าจะจัดทำร่างข้อเสนอใหม่ได้ภายในไม่กี่วัน หลังการเจรจานิวเคลียร์ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ทรัมป์ระบุว่าเขากำลังพิจารณาการโจมตีทางทหารแบบจำกัดวง
อิหร่านซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามคาบสมุทรอาหรับที่อุดมไปด้วยน้ำมัน โดยมีช่องแคบฮอร์มุซคั่นกลาง ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันคิดเป็นประมาณ 20% ของอุปทานน้ำมันโลก หากเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ดังกล่าว อาจจำกัดปริมาณน้ำมันที่เข้าสู่ตลาดโลกและผลักดันราคาให้สูงขึ้น
โอเล แฮนเซน หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์สินค้าโภคภัณฑ์ของ Saxo Bank กล่าวว่า ตลาดกำลังรอผลลัพธ์ที่อาจเกิดขึ้นได้สองทาง และอยู่ในภาวะระมัดระวัง โดยต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
บทวิเคราะห์ของ Saxo Bank ระบุว่า ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา เทรดเดอร์และนักลงทุนเพิ่มการซื้อ call options ของน้ำมันดิบเบรนท์ ซึ่งเป็นการสะท้อนมุมมองว่าราคามีโอกาสปรับตัวขึ้น
อีกปัจจัยที่หนุนราคาน้ำมันคือ รายงานสต็อกน้ำมันดิบที่ลดลง และการส่งออกที่จำกัดของประเทศผู้ผลิตและส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก
รายงานของสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ เมื่อวันพฤหัสบดีระบุว่า สต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลง 9 ล้านบาร์เรล ขณะที่อัตราการกลั่นและการส่งออกเพิ่มขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดกำลังประเมินผลกระทบจากอุปทานน้ำมันที่มีมากอยู่แล้ว ขณะเดียวกันก็มีข่าวว่า กลุ่มโอเปกพลัสอาจกลับมาเพิ่มกำลังการผลิตอีกครั้งตั้งแต่เดือนเม.ย.
ด้านนักวิเคราะห์ของ JP Morgan ระบุว่า ภาวะน้ำมันล้นตลาดที่เห็นได้ชัดในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ยังคงดำเนินต่อเนื่องในเดือน ม.ค. และมีแนวโน้มจะยืดเยื้อต่อไป โดยเสริมว่า แบบจำลองสมดุลตลาดยังคาดการณ์ส่วนเกินขนาดใหญ่ในช่วงปลายปีนี้ และประเมินว่า จำเป็นต้องลดกำลังการผลิตลง 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อป้องกันการสะสมสต็อกส่วนเกินในปี 2570