ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันพุธ (25 ก.พ.) ขณะที่นักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ รวมทั้งจับตาการเปิดเผยข้อมูลเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ในสัปดาห์นี้ ซึ่งรวมถึงตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ และดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI)
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลดลง 0.15% แตะที่ 97.7
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.7729 ฟรังก์ จากระดับ 0.7735 ฟรังก์ในวันอังคาร (24 ก.พ.) และอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3678 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3704 ดอลลาร์แคนาดา แต่ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 156.44 เยน จากระดับ 155.78 เยน
ยูโรแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1805 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1779 ดอลลาร์ในวันอังคาร ส่วนเงินปอนด์แข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3551 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3502 ดอลลาร์
โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่า รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังเตรียมปรับขึ้นภาษีศุลกากร สู่ระดับ 15% จากปัจจุบันที่ระดับ 10% แต่ยังไม่มีกำหนดการบังคับใช้ โดยจะขึ้นอยู่กับคำสั่งเปลี่ยนแปลงจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
ทั้งนี้ เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (20 ก.พ.) ศาลฎีกาสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของปธน.ทรัมป์ โดยมีคำวินิจฉัยว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการเรียกเก็บภาษีตอบโต้ (reciprocal tariffs) ต่อประเทศต่าง ๆ ส่งผลให้ปธน.ทรัมป์เรียกเก็บภาษีทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 10% ก่อนที่จะเพิ่มขึ้นเป็น 15% เป็นเวลา 150 วัน โดยใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของกฎหมายการค้าปี 1974 เพื่อทดแทนมาตรการเดิมที่ถูกศาลฎีกาตีตกไป
อย่างไรก็ดี สำนักงานศุลกากรและป้องกันชายแดนสหรัฐ ระบุว่า ตั้งแต่เวลา 00.01 น. ของวันอังคารที่ 24 ก.พ. สินค้านำเข้าจะถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 10% ไม่ใช่ 15%
ทางด้าน เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) กล่าวว่า สหรัฐฯ จะเรียกเก็บภาษีศุลกากรสำหรับบางประเทศเพิ่มขึ้นเป็น 15% หรือสูงกว่านั้น จากอัตรา 10% ที่เพิ่งประกาศใช้ โดยไม่ได้ระบุว่าประเทศคู่ค้ารายใดจะถูกเก็บภาษีเพิ่มเติม
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการเปิดเผยล่าสุด สมาคมธนาคารเพื่อการปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัย (MBA) ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า จำนวนผู้ยื่นขอสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยเพิ่มขึ้น 0.4% ในสัปดาห์ที่แล้ว หลังอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนองปรับตัวลง