ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กเมื่อวันจันทร์ (2 มี.ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนเข้าซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความยืดเยื้อของการทำสงครามระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีเกินคาดของสหรัฐฯ
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.79% แตะที่ 98.382
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับเงินเยน ที่ระดับ 157.23 เยน จากระดับ 155.95 เยนในวันศุกร์ (28 ก.พ.) ขณะเดียวกันก็แข็งค่าเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิส ที่ระดับ 0.7784 ฟรังก์ จากระดับ 0.7679 ฟรังก์ และแข็งค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดา ที่ระดับ 1.3673 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.363 ดอลลาร์แคนาดา
ยูโรอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.1707 ดอลลาร์ จากระดับ 1.1819 ดอลลาร์ในวันศุกร์ ส่วนเงินปอนด์อ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ที่ระดับ 1.3422 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3475 ดอลลาร์
สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้นักลงทุนรุกซื้อดอลลาร์ซึ่งเป็นสกุลเงินปลอดภัย หลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) ภายใต้ปฏิบัติการ "Operation Epic Fury" ซึ่งส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต
ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า การแทรกแซงทางทหารในอิหร่านจะใช้เวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์ โดยมีเป้าหมายเพื่อทำลายขีดความสามารถด้านขีปนาวุธของอิหร่าน, ทำลายกองกำลังทางเรือของอิหร่าน, ป้องกันไม่ให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ในอนาคต และทำให้รัฐบาลอิหร่านไม่สามารถสนับสนุนการก่อการร้ายในต่างประเทศได้อีก
ดอลลาร์ยังได้รับแรงหนุนจากข้อมูลเศรษฐกิจที่ดีเกินคาด โดยสถาบันจัดการด้านอุปทานของสหรัฐฯ (ISM) เปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตปรับตัวลงสู่ระดับ 52.4 ในเดือนก.พ. จากระดับ 52.6 ในเดือนม.ค. อย่างไรก็ดี ตัวเลขดังกล่าวออกมาสูงที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 52.0 นอกจากนี้ การที่ดัชนีอยู่สูงกว่าระดับ 50 ยังบ่งชี้ว่าภาคการผลิตของสหรัฐฯ มีการขยายตัว โดยได้แรงหนุนจากการเพิ่มขึ้นของการจ้างงาน