กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ออกประกาศเตือนเมื่อวันจันทร์ (2 มี.ค.) เรียกร้องให้ชาวอเมริกันเดินทางออกจากภูมิภาคตะวันออกกลางโดยทันที เนื่องจากเผชิญกับความเสี่ยงด้านความปลอดภัยในระดับรุนแรง
โมรา นัมดาร์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฝ่ายกิจการกงสุล ได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ระบุว่า ทางกระทรวง "ขอให้ชาวอเมริกันเดินทางออกจากประเทศตามรายชื่อด้านล่างนี้โดยทันที ผ่านช่องทางขนส่งพาณิชย์ที่มีอยู่ เนื่องจากมีปัจจัยเสี่ยงด้านความปลอดภัยที่ร้ายแรง"
สำหรับรายชื่อประเทศและพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงประกอบด้วย บาห์เรน อียิปต์ อิหร่าน อิรัก อิสราเอล เขตเวสต์แบงก์และฉนวนกาซา จอร์แดน คูเวต เลบานอน โอมาน กาตาร์ ซาอุดีอาระเบีย ซีเรีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และเยเมน
ด้านกระทรวงกลาโหมของซาอุดีอาระเบียเปิดเผยในวันนี้ว่า สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำกรุงริยาด ถูกโจมตีด้วยโดรนจำนวน 2 ลำ
กระทรวงระบุว่า เหตุโจมตีด้วยโดรนในครั้งนี้ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้และมีความเสียหายทางวัตถุเพียงเล็กน้อย
ก่อนหน้านี้มีรายงานว่า เกิดเสียงระเบิดดังสนั่นบริเวณย่านสถานทูต (Diplomatic Quarter) ในกรุงริยาด ซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยงานทางการทูตต่าง ๆ
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐฯ และอิสราเอลเริ่มเปิดฉากโจมตีทางอากาศครั้งใหญ่ต่ออิหร่านเมื่อเช้าวันเสาร์ที่ผ่านมา ต่อมาทางการอิหร่านได้ยืนยันในวันอาทิตย์ว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอลเมื่อวันก่อนหน้า
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า วัตถุประสงค์ของสหรัฐฯ ในปฏิบัติการต่อต้านอิหร่านครั้งนี้ "สามารถบรรลุผลได้โดยไม่ต้องใช้กองกำลังภาคพื้นดิน"
"ในขณะนี้ เรายังไม่ได้วางกำลังในส่วนของกองกำลังภาคพื้นดิน แต่แน่นอนว่าประธานาธิบดีมีตัวเลือกเหล่านั้น" รูบิโอกล่าว "เป้าหมายหลักของเราคือการทำลายแท่นยิงขีปนาวุธ คลังแสงขีปนาวุธ และขีดความสามารถในการผลิตขีปนาวุธของอิหร่าน รวมถึงโดรนโจมตีแบบเที่ยวเดียว และกองทัพเรือของพวกเขาด้วย"
ในวันเดียวกัน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ระบุว่า ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านในครั้งนี้มีโอกาสที่จะ "ยืดเยื้อออกไปได้นานกว่าเดิม" จากที่เคยประเมินไว้ในการสัมภาษณ์สื่อก่อนหน้านี้ว่าอาจใช้เวลาประมาณ 4-5 สัปดาห์