ดอลลาร์แข็งค่าขึ้นในวันนี้ โดยนักลงทุนพากันเข้าถือครองดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย ท่ามกลางความกังวลที่ว่าการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน จะส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างมาก และหากความขัดแย้งดำเนินต่อไป จะกระทบต่อการจัดหาพลังงานของโลก ซึ่งจะกดดันการขยายตัวของเศรษฐกิจโลก
ณ เวลา 23.04 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.02% สู่ระดับ 99.004 ขณะที่ดอลลาร์แข็งค่า 0.18% สู่ระดับ 1.160 เทียบยูโร และดีดตัว 0.15% สู่ระดับ 158.02 เยน
ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ทะยานขึ้นมากกว่า 35% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการซื้อขายสัญญาน้ำมันในปี 1983
นอกจากนี้ ราคาน้ำมัน WTI พุ่งขึ้น 13% สู่ระดับ 102.67 ดอลลาร์/บาร์เรลในวันนี้ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ราคาทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ นับตั้งแต่ปี 2022 ซึ่งขณะนั้นตลาดได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียบุกโจมตียูเครน
ราคาน้ำมันพุ่งขึ้น หลังจากผู้ผลิตรายใหญ่ในตะวันออกกลางพากันลดกำลังการผลิต เนื่องจากขาดแคลนสถานที่กักเก็บน้ำมัน หลังจากไม่สามารถส่งออกน้ำมันได้ เนื่องจากอิหร่านขู่โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
อย่างไรก็ดี ราคาน้ำมันเริ่มปรับตัวลงจากระดับสูงสุดของวัน หลังมีรายงานว่า กลุ่ม G7 กำลังพิจารณาระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ออกสู่ตลาด
ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เริ่มเข้าสู่ช่วงงดเว้นการแสดงความเห็นเกี่ยวกับนโยบายการเงิน (Blackout Period) ก่อนที่เฟดจะจัดการประชุมกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ในวันที่ 17-18 มี.ค.
กฎระเบียบของเฟดได้ระบุห้ามเจ้าหน้าที่เฟดแสดงความเห็นหรือให้สัมภาษณ์ในช่วง Blackout Period เกี่ยวกับนโยบายการเงิน โดยเริ่มตั้งแต่วันเสาร์ที่สองก่อนที่การประชุม FOMC จะเริ่มขึ้น และสิ้นสุดในวันพฤหัสบดีหลังการประชุม FOMC เพื่อป้องกันไม่ให้สาธารณชนตีความว่าเป็นการบ่งชี้การดำเนินการด้านอัตราดอกเบี้ยของเฟดในการประชุมนโยบายการเงินที่จะมาถึง
ล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 97.4% ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 17-18 มี.ค.