นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ระบุว่า ในการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) วันนี้ ได้มีการหารือกันใน 2 เรื่องหลัก คือ 1. สถานการณ์หลังจากที่มีการกระจายน้ำมัน และการผ่อนคลายเรื่องการสำรองน้ำมัน 2. ระบบข้อมูลแดชบอร์ด ที่กรมธุรกิจพลังงานได้ประสานกับผู้ค้าน้ำมันมาตรา 7 ทุกราย รวมถึงโรงกลั่น เพื่อดึงข้อมูลมาแสดงผลให้ประชาชนได้ทราบเส้นทางน้ำมันตั้งแต่ต้นทาง (โรงกลั่น) จนถึงปลายทาง (ปั๊มน้ำมัน)
เลขาธิการสภาพัฒน์ กล่าวว่า จากการหารือกับผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และโรงกลั่น ทุกรายรายงานว่าได้มีการกระจายน้ำมันออกไปมากขึ้นกว่าในช่วงก่อนหน้า หลังจากที่มีการผ่อนคลายเรื่องปริมาณสำรองน้ำมัน ดังนั้นการกระจายน้ำมันไปยังผู้ค้า และสถานีบริการน้ำมันสามารถทำได้ดีขึ้น และการผ่อนผันเรื่องเวลาวิ่งให้กับรถขนส่งน้ำมันด้วย ก็ทำให้การขนส่งน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมันสามารถทำได้เร็วขึ้น
กรณีของเชลล์ เมื่อเติมน้ำมันให้กับสถานีบริการในช่วงเที่ยงคืนไปแล้ว และเมื่อเปิดให้บริการในช่วงเช้า พบว่าเพียง 10 โมงน้ำมันก็หมดถัง เห็นว่ายังเติมน้ำมันกันมากกว่าภาวะปกติ
ส่วนน้ำมันในช่วงที่เคยมีปัญหาเรื่องการจัดสรรไปให้ผู้ค้า ม.10 หรือจ็อบเบอร์น้อยกว่าที่หน้าสถานีบริการน้ำมัน จนทำให้ผู้ใช้น้ำมันในภาคอุตสาหกรรมหันไปแย่งน้ำมันที่สถานีบริการน้ำมันนั้น ขณะนี้ผู้ค้า ม.7 ทุกรายและโรงกลั่น ได้แจ้งว่าตั้งแต่ 23 มี.ค.เป็นต้นมา ได้จัดน้ำมันออกไปให้จ็อบเบอร์ประมาณ 7 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ใกล้เคียงกับช่วงก่อนหน้าที่จะเกิดปัญหาน้ำมันหน้าปั๊มไม่เพียงพอ และจะจัดให้เพิ่มมากขึ้น หลังผ่อนคลายเรื่องปริมาณสำรองน้ำมันไปแล้ว
นอกจากนี้ ที่ประชุม ศบก.ยังได้ขอข้อมูลจากผู้ค้า ม.7 ทุกรายในเรื่องรถขนส่งน้ำมัน เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการติดตามตรวจสอบ ป้องกันและป้องปรามไม่ให้เกิดการกระทำผิด
"เราได้ขอข้อมูลจากผู้ค้า ม.7 ว่า รถน้ำมันที่ไปรับน้ำมันจากคลังเป็นรถทะเบียนอะไร คนขับคือใคร ต้นทางที่รับน้ำมันคือที่ไหน และปลายทางคือที่ไหน ซึ่ง รมว.ยุติธรรม ได้ตั้งคณะทำงานระหว่างกระทรวงยุติธรรม กับกรมธุรกิจพลังงาน และกรมศุลกากร เพื่อดูเรื่องการลักลอบส่งออกด้วย โดยจะทำงานร่วมกัน 3 หน่วยงาน และเอาข้อมูลรถขนส่งน้ำมันจากผู้ค้า ม.7 มาติดตามตรวจสอบ" นายดนุชา กล่าว
ที่ประชุม ศบก.ยังได้หารือกันถึงการเตรียมการในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่จะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางกลับภูมิลำเนา รวมถึงการท่องเที่ยวในช่วงนี้ ซึ่งจะทำให้มีความต้องการใช้น้ำมันมากขึ้นในช่วงดังกล่าว โดยผู้ค้าน้ำมันตาม ม.7 ทุกรายได้มีการจัดเตรียมสั่งน้ำมันเพิ่ม เพื่อเก็บไว้ในคลังของตัวเองแต่ละจุด เพื่อให้บริการประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงผู้ค้าบางราย มีการจัดเตรียมน้ำมันในคลังแบบโมบาย ที่สามารถเคลื่อนที่ไปเติมน้ำมันในปั๊มที่น้ำมันหมดได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนสามารถเดินทางในช่วงเทศกาลสงกรานต์ได้อย่างสะดวกมากขึ้น
- จัดทำ Dashboard ติดตามทั้งระบบ
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวถึงการจัดทำ Dashboard เพื่อให้ผู้ค้าน้ำมันตามมาตรา 7 และโรงกลั่นได้ส่งข้อมูลมายังกรมธุรกิจพลังงาน
ข้อมูลตั้งแต่วันที่ 23 มี.ค.69 ที่ผ่านมา น้ำมันดิบที่เข้ามากลั่นในประเทศไทย จะมาจากตะวันออกกลาง 53% ตะวันออกไกล 11% ผลิตได้เองในประเทศ 9% และอื่นๆ ที่มาจากสหรัฐอเมริกา และอเมริกาตะวันออกรวม 27% โดยจะนำเข้าสู่โรงกลั่น 23 มี.ค.กลั่นดีเซลพื้นฐานได้อยู่ที่ 65.12 ล้านลิตร ซึ่งยังไม่ได้ผสมกับไบโอดีเซล จากสต๊อกถังเก็บน้ำมันพื้นฐานในโรงกลั่น ซึ่งปัจจุบันในสต๊อกมีดีเซลพื้นฐานอยู่ทั้งประเทศรวมกันทั้งสิ้น 868 ล้านลิตร เบนซินพื้นฐาน 408 ล้านลิตร
ซึ่งจากถังที่เก็บน้ำมันดีเซลพื้นฐาน จะมี 3 ส่วน คือ
ส่วนที่ 1 จำหน่าย ไปยังประเทศเพื่อนบ้านสปป.ลาวอยู่ที่ประมาณ 3.024 ล้านลิตร
ส่วนที่ 2 ขายไปให้กับผู้ค้ามาตรา 7 เพื่อจำหน่ายให้กับอุตสาหกรรมอื่นๆ เช่นไฟฟ้าก่อสร้าง ซึ่งจะเป็นการจำหน่ายน้ำมันดีเซลพื้นฐาน 2.04 ล้านลิตร
ส่วนที่ 3 น้ำมันดีเซลที่จะต้องไปเป็นน้ำมันไบโอดีเซล หรือ B100 ผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา หรือ B7 และจะเก็บในถังเก็บน้ำมันผสมผลิตน้ำมันดีเซลหมุนเร็วในประเทศรวมทั้งสิ้น อยู่ที่ 90.7 ล้านลิตร มีสต๊อกของน้ำมันดีเซลหมุนเร็วอยู่ในถังรวมทั้งสิ้น 43 ล้านลิตร
ซึ่งน้ำมันจากถังเก็บน้ำมันผสมที่พร้อมจำหน่ายให้กับประชาชน จะถูกส่งไปยัง 3 ส่วนหลัก คือ
การขายตรงจากคลังของผู้ค้ามาตรา 7 รวมทั้งโรงกลั่น ไปยังสถานีบริการและภาคอุตสาหกรรม ภาคราชการรัฐวิสาหกิจอื่นๆ
ส่วนที่ 2 ถูกจัดส่งโดยรถไฟ เรือ และรถบรรทุกไปยังคลังภูมิภาค จ๊อบเบอร์ 7.28 ล้านลิตร
และผู้ค้ามาตรา 7 ส่งมาสถานีบริการและอุตสาหกรรม 78.964 ล้านลิตร