ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ (27 มี.ค.) และมีแนวโน้มทำสถิติแข็งค่ารายเดือนมากที่สุดในรอบเกือบ 1 ปี โดยได้แรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย หลังสงครามในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและความหวังในการลดความตึงเครียดเริ่มเลือนหายไป
ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.26% แตะที่ 100.151
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเยน โดยอยู่ที่ 160.38 เยนในวันศุกร์ จาก 159.73 เยนในวันพฤหัสบดี นอกจากนี้ ดอลลาร์ยังแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับฟรังก์สวิสที่ระดับ 0.7983 ฟรังก์ จาก 0.7949 ฟรังก์ และแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับดอลลาร์แคนาดาที่ระดับ 1.3892 ดอลลาร์ จาก 1.3847 ดอลลาร์
เงินยูโรอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.1508 ดอลลาร์ในวันศุกร์ จาก 1.1532 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.3266 ดอลลาร์ จาก 1.3327 ดอลลาร์
ดอลลาร์แข็งค่าจากแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย ขณะที่เงินเยนอ่อนค่าท่ามกลางความเสี่ยงตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น
อิหร่านคาดว่าจะตอบโต้ข้อเสนอสันติภาพของสหรัฐฯ ในวันศุกร์ เพื่อยุติสงคราม โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวได้รับสัญญาณว่าอาจมีการยื่นข้อเสนอทางเลือกกลับมา
มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ ระบุว่าสงครามมีแนวโน้มยืดเยื้อเป็นระยะเวลาหลายสัปดาห์ ไม่ใช่หลายเดือน และสหรัฐฯ สามารถบรรลุเป้าหมายได้โดยไม่ต้องใช้กำลังทหารภาคพื้น
ความเชื่อมั่นผู้บริโภคสหรัฐฯ ลดลงสู่ระดับต่ำสุดในรอบ 3 เดือนในเดือนมี.ค. จากแรงกดดันของราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสงคราม ซึ่งกระทบต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ
กระแสเงินทุนที่ไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยช่วยหนุนค่าเงินดอลลาร์ ขณะที่การคาดการณ์เกี่ยวกับการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐฯ ในปีนี้ก็เพิ่มขึ้น
แม้เจ้าหน้าที่อิหร่านระดับสูงจะระบุว่าการดำเนินการทางการทูตยังคงดำเนินต่อไป แต่กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามยังคงย้ำคำสั่งห้ามเรือทุกลำที่เกี่ยวข้องกับพันธมิตรของสหรัฐฯ และอิสราเอลผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ตลาดยังคงตึงเครียดในช่วงท้ายของสัปดาห์ที่ผันผวน โดยทรัมป์ได้ขยายเส้นตายในการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่านอีกครั้ง ขณะที่สหรัฐฯ และอิหร่านให้ข้อมูลที่ขัดแย้งกันเกี่ยวกับความคืบหน้าทางการทูต
ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ กำลังพิจารณาส่งกำลังทหารภาคพื้นเพิ่มอีกสูงสุด 10,000 นายไปยังภูมิภาค ตามรายงานของ Wall Street Journal ซึ่งยิ่งลดความหวังของนักลงทุนต่อการยุติสงครามในระยะสั้น