ภาวะตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT: ธัญพืชบวกทั้งกระดาน รับคาดการณ์พื้นที่เพาะปลูก-สต๊อกธัญพืชสหรัฐฯ

ภาวะการซื้อขายในตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ CBOT ในวันอังคาร (31 มี.ค.) สัญญาข้าวโพดและถั่วเหลืองปรับตัวสูงขึ้น หลังกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) เผยแพร่รายงานสำคัญที่ชี้ว่าความต้องการข้าวโพดยังคงมีแนวโน้มเติบโตได้ดี ประกอบกับคาดการณ์ว่าในฤดูใบไม้ผลินี้ เกษตรกรสหรัฐฯ จะลดพื้นที่ปลูกข้าวโพดลง และหันไปปลูกถั่วเหลืองมากขึ้นเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ สัญญาข้าวโพดส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 2.00 เซนต์ หรือ +0.44% ปิดที่ 4.5775 ดอลลาร์/บุชเชล, สัญญาข้าวสาลีส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 9.25 เซนต์ หรือ +1.52% ปิดที่ 6.1625 ดอลลาร์/บุชเชล และสัญญาถั่วเหลืองส่งมอบเดือนพ.ค. เพิ่มขึ้น 11.25 เซนต์ หรือ +0.97% ปิดที่ 11.7100 ดอลลาร์/บุชเชล

USDA ได้เปิดเผยรายงานคาดการณ์พื้นที่เพาะปลูกจากการสำรวจครั้งแรกของปี ควบคู่กับรายงานสต๊อกธัญพืชรายไตรมาส โดยประเมินว่าเกษตรกรเตรียมปลูกข้าวโพดบนพื้นที่ 95.338 ล้านเอเคอร์ ลดลงจาก 98.788 ล้านเอเคอร์ในปีที่แล้ว แต่ยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 94.371 ล้านเอเคอร์ ส่วนพื้นที่ปลูกถั่วเหลืองคาดว่าจะขยายตัวแตะ 84.7 ล้านเอเคอร์ จาก 81.215 ล้านเอเคอร์ในปีก่อนหน้า ซึ่งแม้จะเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 2 ปี แต่ก็ยังต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้

ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนการตัดสินใจของเกษตรกรในช่วงสองสัปดาห์แรกหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามกับอิหร่าน ซึ่งเป็นปัจจัยดันราคาปุ๋ยและน้ำมันเชื้อเพลิงให้พุ่งสูงขึ้น ด้วยเหตุนี้ ข้าวโพดและข้าวสาลีที่ต้องใช้ปุ๋ยปริมาณมากและมีต้นทุนสูงจึงกลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจน้อยกว่าถั่วเหลือง ท่ามกลางภาวะสงครามที่ส่งผลให้ระบบขนส่งสินค้าทั่วโลกต้องชะงักงัน

ด้านราคาข้าวสาลีปิดบวกติดต่อกันเป็นวันที่สอง ปัจจัยหลักมาจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งยืดเยื้อในเขตที่ราบของสหรัฐฯ ซึ่งส่อเค้าว่าจะกระทบต่อผลผลิตพืชฤดูหนาว โดย USDA รายงานว่า ณ วันอาทิตย์ที่ผ่านมา (29 มี.ค.) ข้าวสาลีในรัฐแคนซัสที่เจริญเติบโตในเกณฑ์ดีถึงดีเยี่ยม มีสัดส่วนเพียง 40% ลดลงจาก 46% ในสัปดาห์ก่อน และต่ำกว่าระดับ 49% ในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

นอกจากนี้ USDA ยังคาดการณ์ว่า พื้นที่ปลูกข้าวสาลีรวมในปีนี้จะอยู่ที่ 43.8 ล้านเอเคอร์ ลดลง 3% จากปีที่แล้ว ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่ต่ำที่สุดนับตั้งแต่เริ่มมีการจดบันทึกสถิติในปี 2462

นักวิเคราะห์ตลาดยังให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า นอกเหนือจากผลกระทบต่อข้าวสาลีแล้ว ตลาดยังเริ่มกังวลว่าภัยแล้งอาจลุกลามไปกระทบถึงช่วงต้นฤดูเพาะปลูกข้าวโพดและถั่วเหลืองอีกด้วย

อย่างไรก็ดี แรงหนุนสำคัญที่ทำให้ราคาข้าวสาลีพุ่งขึ้นในช่วงนี้มาจากการที่นักลงทุนเก็งกำไรว่าสงครามในอิหร่านอาจยุติลงในเร็ว ๆ นี้ โดยภูมิภาคตะวันออกกลางคือผู้นำเข้าข้าวสาลีรายใหญ่ และการนำเข้าอาจจะกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยกระตุ้นดีมานด์