ราคาทองคำปรับตัวลงในวันนี้ (13 เม.ย.) โดยถูกกดดันจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น หลังราคาน้ำมันพุ่งสูงจากความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งทำให้ความหวังต่อการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ลดลง
ณ เวลา 17.41 น.ตามเวลาไทย ราคาทองคำในตลาดสปอตปรับตัวลง 0.7% สู่ระดับ 4,715.98 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่สัญญาทองคำล่วงหน้าลดลง 1.0% สู่ระดับ 4,738.09 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สะท้อนแรงกดดันจากภาวะดอกเบี้ยที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่คาด
แรงกดดันต่อราคาทองคำเกิดขึ้น หลังราคาน้ำมันกลับมาพุ่งขึ้นเหนือระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอีกครั้ง หลังจากเคยลดลงต่ำกว่าระดับดังกล่าวในสัปดาห์ก่อน ภายหลังการประกาศข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราวระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์
ความเคลื่อนไหวด้านพลังงานดังกล่าวมีที่มาจากสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยกองทัพสหรัฐฯ ระบุว่าจะเริ่มปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซตั้งแต่เวลา 10.00 น. ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ ในวันนี้ หรือราว 21.00 น.ตามเวลาไทย สำหรับเรือที่เข้าและออกจากท่าเรือและพื้นที่ชายฝั่งของอิหร่าน ตามคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ
อย่างไรก็ตาม กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ หรือเพนตากอน ระบุว่า เรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซแต่ไม่ได้มีจุดหมายปลายทางไปยังท่าเรือของอิหร่าน จะยังคงสามารถเดินเรือต่อไปได้
สถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น หลังการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านในปากีสถาน ซึ่งใช้เวลานาน 21 ชั่วโมง ไม่สามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยืนยันการหยุดยิงชั่วคราวเป็นเวลา 2 สัปดาห์ที่กำลังดำเนินอยู่
ขณะเดียวกัน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ขยายวงกว้างยังเพิ่มแรงกดดันด้านเงินเฟ้อทั่วโลก โดยข้อมูลเมื่อวันศุกร์ (10 เม.ย.) แสดงให้เห็นว่า ราคาผู้บริโภคของสหรัฐฯ ในเดือนมี.ค. ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้นจากผลกระทบของสงคราม และจะมีการเปิดเผยข้อมูลเงินเฟ้อเพิ่มเติมในสัปดาห์นี้
แม้ว่าตัวเลขเงินเฟ้อพื้นฐานที่ไม่รวมราคาเชื้อเพลิงและอาหารจะไม่ได้เพิ่มขึ้นมากนัก แต่แนวโน้มที่ราคาน้ำมันจะยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าช่วงก่อนสงครามเป็นเวลานาน อาจผลักดันเงินเฟ้อให้เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่งผลให้นักลงทุนบางส่วนเริ่มลดความคาดหวังว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
ข้อมูลจาก CME FedWatch ระบุว่า ตลาดประเมินโอกาสเพียง 16% ที่เฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ในการประชุมเดือนธ.ค. ลดลงจากระดับ 21% ก่อนหน้านี้
ภาวะดังกล่าวถือเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย และมักเคลื่อนไหวได้ไม่ดีในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยอยู่ในระดับสูง แม้ว่าทองคำจะยังคงมีบทบาทเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยและเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อในช่วงวิกฤต โดยราคาทองคำสปอตปรับตัวลดลงมากกว่า 10% นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นในช่วงปลายเดือนก.พ.
นอกจากนี้ การโยกเงินลงทุนเข้าสู่ดอลลาร์สหรัฐในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ยังช่วยหนุนให้ค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาทองคำแพงขึ้นสำหรับผู้ซื้อในต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์ของ CMC Markets ระบุว่า ราคาทองคำยังมีโอกาสฟื้นตัวได้ หากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มผ่อนคลายลงในระยะต่อไป