💥*IEA เตือนสงครามอิหร่านกระทบอุปสงค์น้ำมันหนักสุดนับตั้งแต่เกิดโควิด-19

สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกคำเตือนถึงวิกฤตพลังงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2569 จะลดลงเฉลี่ย 80,000 บาร์เรล/วัน จากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 730,000 บาร์เรล/วัน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก

IEA ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันจะลดลงมากถึง 1.5 ล้านบาร์เรล/วันในไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเมื่อภาวะขาดแคลนน้ำมันและราคาที่สูงขึ้นยังคงดำเนินต่อไป ปรากฏการณ์ "การทำลายอุปสงค์" (demand destruction) มีแนวโน้มที่จะลุกลามออกไป

รายงานยังระบุว่า อุปทานน้ำมันทั่วโลกลดลงมากถึง 10.1 ล้านบาร์เรล/วัน อยู่ที่ 97 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนมี.ค. โดยสาเหตุหลักมาจาก การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง และอุปสรรคในการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนำไปสู่การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ทั้งนี้ รายงานประจำเดือนเม.ย.ของ IEA ที่มีการเผยแพร่ในวันนี้ ระบุว่า อุปทานน้ำมันทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะชะงักงันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันลดลงจาก 20 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนก.พ. เหลือเพียง 3.8 ล้านบาร์เรล/วันในช่วงต้นเดือนเม.ย.

ภาวะตึงตัวอย่างรุนแรงดังกล่าวทำให้ราคาน้ำมันดิบในทะเลเหนือพุ่งแตะระดับ 130 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ IEA คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2569 จะหดตัวลง 80,000 บาร์เรล/วัน ซึ่งสวนทางการคาดการณ์เกี่ยวกับการขยายตัวก่อนหน้านี้

แม้ว่าราคาสัญญาซื้อขายล่วงหน้าของน้ำมันดิบเบรนท์และ WTI จะอยู่ที่ประมาณ 96-98 ดอลลาร์/บาร์เรลในวันนี้ แต่ตลาดน้ำมันสำหรับการส่งมอบทันทีมีความตึงตัวอย่างมาก โดยราคาน้ำมันพร้อมส่งมอบทันทีมีการซื้อขายสูงกว่าราคามาตรฐานถึง 20-30 ดอลลาร์

การประกาศหยุดยิงระหว่างสหรัฐและอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ ช่วยบรรเทาสถานการณ์ได้เพียงเล็กน้อย โดย IEA ระบุว่า ยังคงมีความไม่ชัดเจนว่า การหยุดยิงชั่วคราวนี้จะนำไปสู่สันติภาพระยะยาว และทำให้การขนส่งน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติหรือไม่

ขณะเดียวกัน การปิดล้อมของสหรัฐต่อเรือที่เข้าและออกจากท่าเรือของอิหร่านก็ได้เพิ่มความเสี่ยงมากขึ้น

IEA เตือนว่า หากไม่มีการบรรลุข้อตกลงถาวรผ่านการเจรจา โลกจะต้องเตรียมตัวรับมือกับสถานการณ์ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ ซึ่งอาจทำให้ตลาดพลังงานเผชิญกับภาวะชะงักงันที่รุนแรงยิ่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีนี้

ผลกระทบของสงครามเห็นได้ชัดเจนจากข้อมูลการผลิตของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัส ซึ่งลดลงอย่างหนัก อันเนื่องจากความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน

ข้อมูลในเดือนมี.ค.ระบุว่า โอเปกพลัสมีการผลิตลดลง 9.4 ล้านบาร์เรล/วันเมื่อเทียบกับเดือนก่อนหน้า โดยซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของกลุ่ม มีการผลิตลดลงจาก 10.4 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนก.พ. เหลือ 7.25 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนมี.ค.

ส่วนการผลิตในอิรักลดลงจาก 4.57 ล้านบาร์เรล/วัน เหลือเพียง 1.57 ล้านบาร์เรล/วัน หรือหายไปเกือบ 2 ใน 3 ของกำลังการผลิต

คูเวตและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ก็มีการผลิตลดลงอย่างมากเช่นกัน โดยคูเวตลดลงเหลือ 1.19 ล้านบาร์เรล/วัน จากระดับ 2.54 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนก.พ.

แม้ว่ามีการเปลี่ยนเส้นทางส่งออกบางส่วนไปยังชายฝั่งตะวันตกของซาอุดีอาระเบีย หรือผ่านท่อส่ง ITP ไปยังตุรกี แต่ก็เพิ่มปริมาณขนส่งน้ำมันได้เพียง 7.2 ล้านบาร์เรล/วัน

นอกจากนี้ IEA เตือนว่า การขาดแคลนน้ำมันดิบได้ก่อให้เกิด "การทำลายอุปสงค์" (demand destruction) โดยเฉพาะในภาคปิโตรเคมีและการบิน

ทั้งนี้ IEA คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะลดลงอีก 2.3 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนเม.ย.

การลดลงดังกล่าวนำโดยผู้ผลิตปิโตรเคมีในเอเชียที่ต้องลดกำลังการผลิต เนื่องจากขาดแคลนน้ำมันดิบ ขณะเดียวกัน การยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมากในยุโรปและเอเชียทำให้การใช้น้ำมันอากาศยานลดลงอย่างมาก

ขณะเดียวกัน โรงกลั่นน้ำมันที่ไม่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความขัดแย้ง ก็ยังต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงเป็นประวัติการณ์ โดยคาดว่าปริมาณการกลั่นทั่วโลกจะลดลงเฉลี่ย 1 ล้านบาร์เรล/วันตลอดปี 2569

ในสิงคโปร์ ราคาน้ำมันกลุ่ม middle distillates พุ่งทำสถิติสูงสุดตลอดกาลทะลุ 290 ดอลลาร์/บาร์เรล ซึ่งสะท้อนถึงความต้องการอย่างเร่งด่วนของโรงกลั่นในการแสวงหาผลิตภัณฑ์น้ำมัน