ราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวลดลงในวันนี้ (15 เม.ย.) ขณะที่นักลงทุนชะลอการซื้อขายเพื่อรอดูความคืบหน้าการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยุติสงครามในตะวันออกกลาง ด้านราคาน้ำมันยังคงทรงตัวในระดับสูง ท่ามกลางความกังวลเรื่องอุปทานตึงตัวหลังมีการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ
ณ เวลา 19.19 น.ตามเวลาไทย สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลบ 12.10 ดอลลาร์ หรือ -0.25% สู่ระดับ 4,838.00 ดอลลาร์/ออนซ์
นักวิเคราะห์จากธนาคารยูบีเอส (UBS) ชี้แจงถึงทิศทางตลาดว่า "ปรากฏการณ์นี้ถือเป็นความเกี่ยวโยงแบบผิวเผิน เนื่องจากทั้งตลาดหุ้นและทองคำต่างเคลื่อนไหวตามทิศทางราคาน้ำมัน หากราคาน้ำมันลดลง เศรษฐกิจก็ขยายตัวได้ดี ส่งผลบวกต่อตลาดหุ้น ในขณะเดียวกัน ราคาน้ำมันที่ต่ำลงหมายถึงเงินเฟ้อที่ลดลง ซึ่งเป็นผลดีต่อทองคำ เพราะเปิดทางให้ธนาคารกลางหั่นดอกเบี้ยได้"
ด้านตลาดหุ้นทั่วโลกขยับเข้าใกล้สถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ (All-time high) หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยว่า การเจรจากับอิหร่านอาจกลับมาเดินหน้าอีกครั้งในอีก 2 วันข้างหน้า ส่วนราคาน้ำมันพุ่งขึ้นกว่า 1% เนื่องจากปริมาณการส่งออกยังคงถูกกดดันจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
"นักลงทุนส่วนใหญ่เลือกที่จะชะลอการลงทุนเพื่อรอดูสถานการณ์ และรอความชัดเจนว่าทิศทางต่อไปจะเป็นอย่างไร เนื่องจากขณะนี้ตลาดยังไม่มีปัจจัยขับเคลื่อนที่ชัดเจนมากนัก" นักวิเคราะห์จาก UBS กล่าวเสริม
ปธน.ทรัมป์ระบุว่า เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ และอิหร่านอาจกลับมาพบกันที่ปากีสถานในอีก 2 วันข้างหน้า แม้ทางการสหรัฐฯ เพิ่งจะออกแถลงการณ์ว่า กองทัพได้ตัดขาดเส้นทางการค้าทางทะเลทั้งขาเข้าและออกจากอิหร่านอย่างสิ้นเชิงแล้วก็ตาม
ทั้งนี้ ราคาทองคำดิ่งลงมาแล้วเกือบ 10% นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากสงครามกับอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ดันราคาน้ำมันให้พุ่งทะยาน โดยปกติแล้วทองคำจะถือเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อ แต่ภาวะดอกเบี้ยขาขึ้นก็เป็นปัจจัยสำคัญที่บั่นทอนความน่าดึงดูดของทองคำ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่ไม่ได้ให้ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย
ล่าสุด ข้อมูลจากเครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนให้น้ำหนักเพียง 31% ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 0.25% ภายในปีนี้ ซึ่งลดลงจากระดับ 34% เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (14 เม.ย.)