กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันพุธ (15 เม.ย.) ว่า ดัชนีราคาสินค้านำเข้าเดือนมี.ค. ปรับตัวสูงขึ้น 0.8% ซึ่งน้อยกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ อย่างไรก็ตาม นักเศรษฐศาสตร์ไม่ได้ให้น้ำหนักกับตัวเลขดังกล่าวมากนัก เนื่องจากมองว่าผลกระทบจากวิกฤตความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะไปสะท้อนให้เห็นในรายงานของเดือนเม.ย.
ก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าราคานำเข้า (ไม่รวมภาษีศุลกากร) จะพุ่งขึ้นถึง 2.0% ทว่าตัวเลขจริงกลับออกมาต่ำกว่าที่ประเมินไว้
จอห์น ไรดิง หัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของ Brean Capital กล่าวว่า ตัวเลขที่ออกมาต่ำกว่าคาดเป็นเพียงผลจากความเหลื่อมล้ำทางเวลาระหว่างรอบการส่งมอบน้ำมันเข้าท่าเรือสหรัฐฯ กับราคาซื้อขายในตลาดสปอต (Spot market)
"ราคาน้ำมันดิบเฉลี่ยที่ส่งถึงสหรัฐฯ ในเดือนมี.ค. ปรับขึ้นเพียง 7.8% ซึ่งสวนทางกับราคาน้ำมันดิบเบรนท์ที่ทะยานไปถึง 45.5% หมายความว่าผลกระทบระลอกใหญ่จากน้ำมันแพงยังไม่ปรากฏในรายงานฉบับนี้" ไรดิงกล่าว
สถานการณ์ในตลาดโลกปัจจุบัน ราคาน้ำมันพุ่งทะยานไปแล้วกว่า 35% นับตั้งแต่ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านปะทุขึ้นช่วงปลายเดือนก.พ. ซ้ำร้ายคำสั่งของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ยังทำให้การค้าทางทะเลของอิหร่านเป็นอัมพาต วิกฤตการณ์นี้กระทบตลาดพลังงาน รวมไปถึงห่วงโซ่การขนส่งสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญอย่างปุ๋ยเคมี
หากพิจารณาตัวเลขรายปี ราคาสินค้านำเข้าของสหรัฐฯ ในรอบ 12 เดือน (สิ้นสุดเดือน มี.ค.) ขยับขึ้น 2.1% ถือเป็นการปรับตัวสูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2567
คริสโตเฟอร์ รัปคีย์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จาก FWDBONDS ประเมินว่า ภาวะเงินเฟ้อจากสินค้านำเข้ากำลังเข้าสู่ช่วงขาขึ้น ไม่ว่าจะมีสาเหตุมาจากต้นทุนค่าขนส่งที่แพงขึ้นตามวิกฤตห่วงโซ่อุปทาน หรือการที่ผู้ผลิตต่างชาติเลิกหั่นราคาเพื่อชดเชยกำแพงภาษี
"เคราะห์ซ้ำกรรมซัด พอเรือเทียบท่า สินค้านำเข้าเหล่านี้ก็ยังต้องมาเจอกับกำแพงภาษีอีก ผู้บริโภคก็คือผู้รับเคราะห์และต้องแบกรับภาระต่อไป" รัปคีย์กล่าวเสริม
เมื่อเจาะลึกรายละเอียดความเคลื่อนไหวของราคาสินค้านำเข้าในหมวดสำคัญประจำเดือนมี.ค. พบว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงนำเข้าขยับขึ้น 2.9% ต่อเนื่องจากเดือนก่อนหน้า สวนทางกับราคาก๊าซธรรมชาตินำเข้าที่ร่วงลงอย่างหนักถึง 71.0%
ขณะเดียวกัน หมวดอาหารนำเข้าเพิ่มขึ้น 0.5% อย่างไรก็ตาม หากตัดหมวดอาหารและพลังงานที่มีความผันผวนออก ดัชนีราคานำเข้าขยับขึ้น 0.6% ส่งผลให้ดัชนีราคานำเข้าพื้นฐาน (Core import prices) ในรอบ 12 เดือนพุ่งทะยานสูงถึง 3.5%
ทางด้านกลุ่มสินค้าทุนปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.5% โดยมีแรงหนุนหลักจากต้นทุนเครื่องจักรที่ไม่ใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์การขนส่งที่สูงขึ้น (ไม่รวมยานยนต์) ส่วนราคาสินค้าอุปโภคบริโภค (ไม่รวมรถยนต์) ขยับขึ้น 0.4%
หากพิจารณาตามประเทศคู่ค้าหลัก ราคาสินค้านำเข้าจากจีนพุ่งขึ้น 0.7% ถือเป็นการปรับขึ้นรายเดือนที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนธ.ค. 2564 แม้ว่าเมื่อเทียบรายปีจะยังคงหดตัว 1.1% ก็ตาม ขณะที่สินค้านำเข้าจากเม็กซิโกเพิ่มขึ้น 0.8%
นอกจากนี้ ค่าโดยสารเครื่องบินระหว่างประเทศขาเข้าฟื้นตัวกลับมาเป็นบวกที่ 2.0% หลังจากที่เคยติดลบ 0.4% ไปในเดือนก.พ.