นายพีท เฮกเซธ รัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ เรียกร้องให้อิหร่านทำการตัดสินใจอย่างชาญฉลาด พร้อมย้ำว่า กองทัพสหรัฐได้เตรียมความพร้อมขั้นสูงสุดเพื่อกลับมาเปิดปฏิบัติการทางทหารอีกครั้ง หากอิหร่านไม่ยอมบรรลุข้อตกลงสันติภาพกับสหรัฐ
นายเฮกเซธกล่าวถ้อยแถลงดังกล่าวระหว่างการแถลงข่าวที่กระทรวงกลาโหมร่วมกับพลเอกแดน เคน ประธานคณะเสนาธิการร่วม และพลเรือเอกแบรด คูเปอร์ ผู้บัญชาการกองบัญชาการกลางสหรัฐ
นายเฮกเซธกล่าวว่า พลเรือเอกคูเปอร์ยังคงดำเนินการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่กองกำลังสหรัฐอยู่ในสภาพพร้อมรบขั้นสูงสุด หากรัฐบาลอิหร่านตัดสินใจผิดพลาด และไม่ยอมรับข้อตกลง
'นี่คือสิ่งที่เราเรียกร้องในเช้าวันนี้ ให้รัฐบาลอิหร่านชุดใหม่ตัดสินใจอย่างชาญฉลาด'
'ในขณะที่คุณกำลังขุดซากอาคารที่ถูกระเบิดและเสียหาย เรากลับแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ คุณกำลังขุดหาเครื่องยิงและขีปนาวุธที่เหลืออยู่ โดยไม่มีความสามารถในการทดแทน คุณไม่มีอุตสาหกรรม และไม่มีความสามารถในการฟื้นฟูกำลังรบ'
'เมื่อคุณเคลื่อนไหวและเปิดเผยตัวภายใต้การจับตาของเรา เราก็พร้อมโจมตีโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของคุณ ทั้งแหล่งผลิตไฟฟ้าและอุตสาหกรรมพลังงาน'
'เราไม่อยากทำเช่นนั้น แต่เราพร้อมปฏิบัติการตามคำสั่งของท่านประธานาธิบดีโดยทันที' นายเฮกเซธกล่าว และเตือนว่า หากอิหร่านตัดสินใจผิด ก็จะต้องเผชิญกับการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐ รวมทั้งการทิ้งระเบิดใส่โครงสร้างพื้นฐาน พลังงาน และระบบไฟฟ้า ตลอดจนเผชิญกับปฏิบัติการ "Economic Fury" ของกระทรวงการคลังสหรัฐ เพื่อเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน
นายสก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐ กล่าวว่า หากสหรัฐและอิหร่านไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสันติภาพ หรือขยายเวลาหยุดยิงที่จะสิ้นสุดลงในสัปดาห์หน้า รัฐบาลของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะปรับยุทธศาสตร์จากการทำสงครามกับอิหร่านไปสู่การกดดันทางเศรษฐกิจเพื่อให้อิหร่านยอมจำนน แทนการพึ่งพาปฏิบัติการทางทหารเพียงอย่างเดียว
นายเบสเซนต์กล่าวว่า สหรัฐมีแผนที่จะเพิ่มแรงกดดันทางเศรษฐกิจต่ออิหร่าน โดยสหรัฐจะใช้มาตรการทางการเงินที่เทียบเท่ากับ "การทิ้งระเบิด" โจมตีอิหร่าน
'กระทรวงการคลังสหรัฐกำลังเดินหน้าอย่างแข็งกร้าวภายใต้ปฏิบัติการ "Economic Fury" โดยมุ่งเป้าไปยังชนชั้นนำของรัฐบาลอิหร่าน เช่น ตระกูลชัมคานี ซึ่งพยายามแสวงหาผลประโยชน์บนความเดือดร้อนของประชาชนชาวอิหร่าน' นายเบสเซนต์กล่าวในแถลงการณ์
ทั้งนี้ สหรัฐจะใช้ "มาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจแบบทุติยภูมิ" (secondary economic sanctions) ต่ออิหร่าน โดยสหรัฐจะทำการคว่ำบาตรต่อทุกประเทศที่ทำธุรกิจกับบุคคล บริษัท หรือเรือที่อยู่ภายใต้การควบคุมของอิหร่าน ซึ่งถือเป็นการยกระดับมาตรการคว่ำบาตรที่สหรัฐใช้ต่ออิหร่าน
นายเบสเซนต์กล่าวว่า 'เราได้บอกบริษัทต่าง ๆ และประเทศต่าง ๆ แล้วว่า หากคุณซื้อน้ำมันจากอิหร่าน หรือมีเงินของอิหร่านอยู่ในธนาคารของคุณ เราพร้อมจะใช้มาตรการคว่ำบาตรแบบทุติยภูมิ ซึ่งเป็นมาตรการที่เข้มงวดมาก และอิหร่านควรเข้าใจว่านี่จะเป็นมาตรการทางการเงินที่เทียบเท่ากับปฏิบัติการทางทหาร'
คำเตือนดังกล่าวมีขึ้นเพียงหนึ่งวัน หลังจากกระทรวงการคลังสหรัฐส่งจดหมายถึงสถาบันการเงินในฮ่องกง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และโอมาน รวมทั้งจีน โดยขู่ว่าจะใช้มาตรการคว่ำบาตรแบบทุติยภูมิ หากประเทศดังกล่าวยังคงทำธุรกรรมกับอิหร่าน
แหล่งข่าวระบุว่า มาตรการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแผนกดดันทางเศรษฐกิจที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงสามารถใช้เพื่อบีบให้อิหร่านยอมรับข้อเสนอของสหรัฐในการจำกัดโครงการนิวเคลียร์ของประเทศ