👍*กูรูเฉลย! เหตุใดวอลล์สตรีทพุ่งนิวไฮ แม้สงครามสหรัฐ-อิหร่านยังไม่จบ

ตลาดหุ้นสหรัฐพุ่งขึ้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในการซื้อขายวานนี้ (16 เม.ย.) แม้สหรัฐและอิหร่านยังคงอยู่ในภาวะสงคราม และตลาดยังคงเกิดภาวะขาดแคลนน้ำมัน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง


🔴*ทำไมตลาดหุ้นวอลล์สตรีทยังไปต่อ แม้อยู่ในภาวะสงคราม?

คำตอบจากนักเศรษฐศาสตร์และนักวิเคราะห์ตลาดคือ ตลาดหุ้นเป็นตัวชี้วัดสิ่งที่นักลงทุน "คาดหวังว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต" มากกว่าที่จะสะท้อนสถานการณ์ในปัจจุบัน

พวกเขาระบุว่า นักลงทุนกำลังมองข้ามความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยถือว่าเป็นเพียงเหตุการณ์ชั่วคราวที่จะคลี่คลายลงอย่างรวดเร็ว

'ตลาดหุ้นไม่ได้ประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ แต่จะประเมินว่าโลกจะมีลักษณะอย่างไรในอีก 6-12 เดือนข้างหน้า" โจ เซย์เดิล นักเศรษฐศาสตร์ตลาดอาวุโสจาก J.P. Morgan Private Bank กล่าว


🔴*การปรับตัวของตลาด

ดัชนี S&P 500 ร่วงลงราว 8% ในช่วงสัปดาห์แรกของการเกิดสงครามอิหร่าน นับตั้งแต่สงครามเริ่มขึ้นเมื่อวันที่ 28 ก.พ. และแตะจุดต่ำสุดเมื่อวันที่ 30 มี.ค.

แต่หลังจากนั้น ตลาดได้ฟื้นตัวขึ้น และสามารถลบช่วงติดลบทั้งหมด ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อวานนี้ (16 เม.ย.) โดยสูงกว่าจุดต่ำสุดที่ทำไว้ในช่วงปลายเดือนมี.ค.ราว 11%

'ตลาดยังคงมีความยืดหยุ่นสูงท่ามกลางสงคราม และปรับตัวขึ้นอย่างแข็งแกร่งจากความคาดหวังว่าสงครามจะยุติลง' มาร์ก แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ Moody’s กล่าว


🔴*ตลาด "มีความทรงจำ"

ในที่สุด ตลาดหุ้นกำลังสะท้อนความเชื่อร่วมกันที่ว่า ความตึงเครียดจะลดลง สงครามจะยุติในระยะใกล้ และการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ภาวะปกติ

เหตุผลหนึ่งคือ นักลงทุนเชื่อว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ มักมีท่าทียอมถอยหลัง หากผลกระทบทางเศรษฐกิจรุนแรงเกินไป ซึ่งตลาดเรียกปรากฏการณ์ดังกล่าวว่า "TACO" (Trump always chickens out) ซึ่งมีความหมายว่า "ทรัมป์มักยอมถอย" หรือ "ทรัมป์มักปอดแหก"

'นักลงทุนเชื่อกันมาก และถูกทำให้เชื่อว่า เขาจะยอมถอย หาทางเปลี่ยนท่าที ประกาศชัยชนะ และเดินหน้าต่อ' มาร์ก แซนดีกล่าว

อย่างไรก็ดี ปธน.ทรัมป์ได้โต้แย้งแนวคิดนี้ โดยยืนยันว่า การกดดันของเขาเป็นกลยุทธ์การเจรจาที่ชาญฉลาด

นักเศรษฐศาสตร์ยกตัวอย่างเหตุการณ์ในเดือนเม.ย.2568 ซึ่งรัฐบาลของปธน.ทรัมป์ประกาศเก็บภาษีจำนวนมากกับประเทศคู่ค้า

แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน ตลาดหุ้นทรุดตัวลงกว่า 12% เขาก็ได้ประกาศระงับมาตรการดังกล่าวเป็นเวลา 90 วัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นพุ่งขึ้นอย่างแข็งแกร่ง

นักลงทุนจดจำพฤติกรรมนี้ ทำให้พวกเขาให้ความสำคัญกับข่าวเชิงบวกที่บ่งชี้ถึงความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพ


🔴*หุ้น AI และการทะยานของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี

นักเศรษฐศาสตร์ระบุว่า ยังมีปัจจัยอื่นที่ช่วยให้ตลาดแข็งแกร่งขึ้น แม้ในยามสงคราม

หนึ่งในนั้นคือความตื่นตัวของนักลงทุนต่อหุ้นกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเทคโนโลยี ซึ่งคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของมูลค่าตลาดในดัชนี S&P 500

'หุ้นกลุ่มนี้ขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเฉพาะของตัวเอง แม้แต่สงครามกับอิหร่านก็ไม่กระทบมาก ถ้าไม่มีมุมมองเชิงบวกอย่างมากต่อ AI ตลาดน่าจะปรับตัวลงมากกว่านี้และฟื้นตัวยากกว่านี้ เรากำลังอยู่ในช่วง "เทคบูม" และนักลงทุนมีแนวโน้มที่จะยังคงมองในมุมบวกจนกว่าวัฏจักรเทคโนโลยีจะสิ้นสุดลง' มาร์ก แซนดีกล่าว

โดยรวมแล้ว นักลงทุนกำลังเดิมพันกับการเติบโตของกำไรในอนาคตของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งพื้นฐานกำไรยังถือว่าแข็งแกร่งพอสมควร

นอกจากนี้ การใช้จ่ายของผู้บริโภคยังคงมีเสถียรภาพ และบริษัทต่าง ๆ ยังได้รับประโยชน์จากมาตรการลดภาษีของพรรครีพับลิกัน ซึ่งช่วยให้สามารถหักค่าใช้จ่ายจากการลงทุนได้เร็วขึ้น


🔴*อนาคตจะเป็นอย่างไร?

ผู้เชี่ยวชาญระบุว่า สงครามอิหร่านจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างแน่นอน

'แม้จะมีข่าวการหยุดยิงชั่วคราว แต่ความเสียหายบางส่วนได้เกิดขึ้นแล้ว และความเสี่ยงด้านลบยังคงอยู่ในระดับสูง' ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูแรงชาส์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) กล่าว

เขาเตือนว่า หากความขัดแย้งยืดเยื้อ ก็อาจสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในวงกว้างทั่วโลก

แม้ตลาดคาดว่าสงครามจะจบเร็ว แต่ตลาดหุ้นก็ไม่น่าจะดีดตัวขึ้นต่อมากนัก จนกว่าจะมั่นใจว่าสหรัฐจะรอดพ้นจากผลกระทบทางเศรษฐกิจ

หากนักลงทุนประเมินผิด และปธน.ทรัมป์ไม่ยอมถอยหรือไม่ยุติสงครามอย่างรวดเร็ว ตลาดหุ้นอาจเผชิญการปรับฐานอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งหมายถึงการร่วงลงอย่างน้อย 10% จากจุดสูงสุด

ความไม่แน่นอนดังกล่าวย้ำเตือนว่า นักลงทุนควรยึดตามแผนการลงทุนระยะยาว และไม่สนใจความผันผวนระยะสั้น

'การจับจังหวะตลาดเป็นเรื่องยากมากสำหรับนักลงทุนทั่วไป พวกเขาควรมองระยะยาว และรับมือกับความผันผวนให้ได้' โจ เซย์เดิลกล่าว