เมื่อเวลา 10.02 น.ราคาหุ้น MRDIYT พุ่ง 8.14% เพิ่มขึ้น 0.70 บาท มาที่ 9.30 บาท มูลค่าการซื้อขาย 31.01 ล้านบาท จากราคาเปิด 8.85 บาท ราคาสูงสุด 9.30 บาท และราคาต่ำสุด 8.80 บาท
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุว่า เช้านี้ (13 พ.ค. 69) MSCI ประกาศทบทวนหุ้นนำเข้าและออกจากดัชนี MSCI (พ.ค. 69) ซึ่งมีผลบังคับใช้ ณ ราคาปิดของวันที่ 29 พ.ค. 69 ดังนี้
MSCI Global Standard Indexes
+ หุ้นเข้าใหม่ (Additions) : ไม่มี
- หุ้นที่ถูกคัดออก (Deletions): ไม่มี
MSCI Small Cap Indexes
+ หุ้นเข้าใหม่ (Additions) : MRDIYT, TFG
- หุ้นที่ถูกคัดออก (Deletions): TOA
จากสถิติการปรับหุ้นเข้า-ออกจาก MSCI Small Cap Indexes ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา INVX พบว่า
1. หุ้นที่ถูกนำเข้า MSCI Small Cap Indexes : ณ วันประกาศ ราคาหุ้นจะเปิดโดดราว +0.3%DoD ก่อนจะปิดสิ้นวัน +2.2%DoD ขณะที่ ณ ราคาปิดของวันที่มีผลบังคับใช้ ราคาหุ้นจะปรับขึ้นเฉลี่ย +6.3% จากราคาปิดก่อนวันประกาศ หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ราคาหุ้นจะปรับตัวลงเฉลี่ยราว -2.0% หรือเกิด Sell on fact
2. หุ้นที่ถูกนำออก MSCI Small Cap Indexes : ณ วันประกาศราคาหุ้นจะเปิดลงราว -0.7%DoD ก่อนที่จะปิดสิ้นวันปรับลงราว -0.8%DoD ขณะที่ ณ ราคาปิดของวันที่มีผลบังคับใช้ ราคาหุ้นจะปรับลงเฉลี่ย -3.7% จากราคาปิดก่อนวันประกาศ หลังจากนั้น 1 สัปดาห์ ราคาหุ้นจะฟื้นตัวขึ้นเฉลี่ยราว +4.1% หรือเกิด Technical Rebound
กลยุทธ์การลงทุน : INVX ประเมินระยะสั้น (13-29 พ.ค. 69) หุ้นที่เกี่ยวข้องจากการปรับหุ้นเข้า-ออกจาก MSCI Small Cap Indexes มีโอกาสถูกขับเคลื่อนหรือกดดันจากการประกาศของ MSCI Index Rebalancing รอบ May 2026 ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ ณ ราคาปิดของวันที่ 29 พ.ค. นี้
กลยุทธ์ลงทุนจึงแนะนำ Tactical Play ดังนี้
1. หุ้นนำเข้าใหม่ (MRDIYT, TFG) แนะนำ "Trading Buy" เนื่องจากสถิติบ่งชี้ว่าจะมีแรงซื้อเก็งกำไรเข้าต่อเนื่องตั้งแต่วันประกาศผล (13 พ.ค.) จนถึงวันที่มีผลบังคับใช้จริง (29 พ.ค.) เพื่อดักแรงซื้อจาก Passive Fund ที่จำเป็นต้องเข้าซื้อหุ้นให้ได้ราคาใกล้เคียงกับดัชนีอ้างอิงมากที่สุด โดยแนะจุดขายทำกำไร (Take Profit) ที่ราคาปิด (ATC) ของวันที่ 29 พ.ค. ซึ่งเป็นช่วงที่มีสภาพคล่องสูงสุดจาก Passive Fund ขณะที่ให้ระวังแรงขายแบบ "Sell on Fact" หลังวันที่ 29 พ.ค.เป็นต้นไป เพราะแรงซื้อระยะสั้นจะหายไปทันทีหลังกองทุนปรับสมดุลพอร์ตเสร็จสิ้น
2. หุ้นถูกคัดออก (TOA) แนะนำ "Avoid & Wait for Bottom" เนื่องจากราคาหุ้นมักเผชิญแรงกดดันต่อเนื่องจากการปรับลดสัดส่วนของกองทุนต่างชาติ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาปรับตัวลงลึกกว่าปัจจัยพื้นฐานจนถึงช่วง ATC ของวันที่ 29 พ.ค. ควรชะลอหรือหลีกเลี่ยงการเข้าซื้อถัวเฉลี่ยในช่วง 13-29 พ.ค.นี้ ขณะที่นักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและมองหุ้นมีพื้นฐานแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นปรับลงจากเกณฑ์ MSCI แนะนำให้รอจังหวะสะสมที่ราคาปิด (ATC) ของวันที่ 29 พ.ค. มีโอกาสสูงราคาฟื้นตัวหรือเกิด Technical Rebound ในช่วงต้นเดือน มิ.ย. 69 หลังสิ้นสุดแรงขายจากกองทุน