นายแมทธิว กิจโอธาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แม็คกรุ๊ป [MC] เปิดเผยถึงผลดำเนินงานของบริษัทและบริษัทย่อยงวดไตรมาส 3 ปีบัญชี 2569 (1 มกราคม 2569 – 31 มีนาคม 2569) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนวัตถุดิบ ค่าขนส่ง และค่าครองชีพของประชาชนให้ปรับตัวสูงขึ้น แม้ปัจจัยในประเทศ โดยเฉพาะการเมืองมีเสถียรภาพทางการเมืองหลังการเลือกตั้งช่วยสนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐให้มีความต่อเนื่อง เชื่อว่าหากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางคลี่คลายลงจะช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้น
ในงวดไตรมาส 3 ปีบัญชี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้ารวม 1,102 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 35 ล้านบาท หรือ 3.3% เป็นผลจากการเติบโตอย่างต่อเนื่องของรายได้จากช่องทางออนไลน์โดยมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็น 26% จาก 18% เทียบงวดเดียวกันของปีก่อน หนุนให้งวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทมีรายได้จากการขายสินค้ารวม 3,496 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.7%
รายได้รวมของบริษัทที่เติบโตขึ้นมีปัจจัยสนับสนุนหลักที่สำคัญ คือ การเติบโตต่อเนื่องของรายได้จากช่องทางออนไลน์ โดยในงวดไตรมาส 3 ทำรายได้ 287 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 48.1% ขณะที่งวด 9 เดือนรายได้อยู่ที่ 926 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 74.3% เทียบงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 531 ล้านบาท
สำหรับช่องทางขายอื่น ๆ เช่น ช่องทางร้านค้าปลีกของตนเอง (Free-standing Shop) คิดเป็นสัดส่วน 57% รายได้ลดลงในงวดไตรมาส 3 รายได้จากการขายสินค้าผ่านร้านค้าปลีกของตนเอง 31 ล้านบาท ลดลง 5.9% แต่ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ลดลง 7.2% ส่วนงวด 9 เดือนมีรายได้ 1,936 ล้านบาท ลดลง 7.6 %
ห้างสรรพสินค้า (Department Store) คิดเป็นสัดส่วน 15% ในงวดไตรมาส 3 มีรายได้ 162 ล้านบาท ลดลง 10.9% จากภาวะเศรษฐกิจและกำลังซื้อที่ลดลง ส่วนงวด 9 เดือน มีรายได้ 551 ล้านบาท ลดลง 1.7 % และช่องทางอื่นๆ คิดเป็นสัดส่วน 2%
บริษัทมีกำไรสุทธิในงวดไตรมาส 3 ปีบัญชี 2569 จำนวน 176 ล้านบาท ลดลง 6.5% เทียบงวดเดียวของปีก่อน ขณะที่งวด 9 เดือนบริษัท มีกำไรสุทธิ 595 ล้านบาท ลดลง 4.9 % เมื่อเทียบกับงวดเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากสัดส่วนยอดขายออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็วทำให้ค่าใช้จ่ายผันแปรเพิ่มสูงขึ้นเมื่อมารวมกับค่าใช้จ่ายออฟไลน์ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายคงที่ทำให้สัดส่วนค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น รวมถึงบริษัทได้จัดกิจกรรมกระตุ้นยอดขายต่อเนื่องในภาวะเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า
อย่างไรก็ดี บริษัทมีการบริหารอัตรากำไรขั้นต้นให้เหมาะสมและยังคงนโยบายควบคุมค่าใช้จ่ายส่วนอื่นๆ เพื่อให้อัตรากำไรขั้นต้น (มาร์จิ้น) ยังคงอยู่ในระดับสูง โดยในงวดไตรมาส 3 อัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 64.1% เพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนอยู่ที่ 62.8% ส่วนงวด 9 เดือนอัตราขั้นต้นที่อยู่ที่ 63.4%
ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 กลุ่มบริษัทมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดและเงินลงทุนชั่วคราวรวม 1,903 ล้านบาท ลดลง 81 ล้านบาท จากวันที่ 30 มิถุนายน 2568 เนื่องจากมีการจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น 737ล้านบาท และมีการใช้เงินสดจ่ายซื้ออาคารที่ดินและอุปกรณ์ 76 ล้านบาท