นายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ แห่งสหราชอาณาจักร (UK) กำลังตกที่นั่งลำบากจากกระแสต่อต้านภายในพรรคแรงงานที่ขยายวงกว้างขึ้น แม้ว่าเพิ่งได้รับเสียงสนับสนุนในพิธีเปิดประชุมรัฐสภาก็ตาม ขณะที่มีรายงานว่า เวส สตรีทติง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เตรียมท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรค
สำนักข่าวซินหัววิเคราะห์ว่า ขณะนี้ นายกฯ สตาร์เมอร์ต้องเร่งรวบรวมเสียงสนับสนุนจากสส.ในพรรคที่กำลังระส่ำระสาย และต้องควบคุมบรรดารัฐมนตรีที่เริ่มลังเลใจ เพื่อพิสูจน์ว่าชัยชนะถล่มทลายของพรรคแรงงานในการเลือกตั้งเมื่อปี 2567 ยังไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็นวิกฤตศรัทธาในภาวะผู้นำของเขา
*ชนวนเหตุวิกฤต
ชนวนเหตุสำคัญมาจากการพ่ายแพ้การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นและภูมิภาคเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยในอังกฤษ พรรคแรงงานเสียที่นั่งในสภาท้องถิ่นเกือบ 1,500 ที่นั่ง และสูญเสียอำนาจควบคุมสภาท้องถิ่นหลายสิบแห่ง ซึ่งรวมถึงพื้นที่ฐานเสียงเดิม ในทางตรงกันข้าม พรรคปฏิรูปสหราชอาณาจักร (Reform UK) ของไนเจล ฟาราจ กลับกวาดที่นั่งเพิ่มขึ้นกว่า 1,400 ที่นั่ง และเข้าครองสภาท้องถิ่นถึง 14 แห่ง ซึ่งถือเป็นสัญญาณเตือนครั้งสำคัญทั้งต่อพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษนิยม
ความพ่ายแพ้ครั้งนี้ลุกลามไปถึงเวลส์ โดยพรรคไพลด์คัมรี (Plaid Cymru) คว้าที่นั่งในรัฐสภาเวลส์ไปได้ 43 ที่นั่ง ตามด้วยพรรค Reform UK จำนวน 34 ที่นั่ง ขณะที่พรรคแรงงานได้เพียง 9 ที่นั่ง ซึ่งถือเป็นการสิ้นสุดยุคทองของพรรคแรงงานในเวลส์ที่ครองอำนาจมานานนับศตวรรษ และนำรัฐบาลเวลส์มาโดยตลอดนับตั้งแต่ก่อตั้งรัฐสภาเวลส์ในปี 2542
ผลการเลือกตั้งที่ย่ำแย่ทำให้สส.พรรคแรงงานเริ่มเคลื่อนไหวหลังจากมีข้อกังขาในตัวผู้นำมานานหลายเดือน โดยบีบีซี (BBC) ระบุว่า มีสส.อย่างน้อย 80 คนเรียกร้องให้นายกฯ สตาร์เมอร์ลาออกหรือกำหนดวันลงจากตำแหน่งที่ชัดเจน
กระแสต่อต้านยังลามไปถึงรัฐมนตรีระดับรองอีก 4 คน หนึ่งในนั้นคือ เจสส์ ฟิลลิปส์ สส.คนสำคัญที่ประกาศลาออกเมื่อวันอังคาร (12 พ.ค.) รวมถึงผู้ช่วยสมาชิกรัฐสภาอีกหลายราย
แรงกดดันทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อวันพุธ (13 พ.ค.) หลังจากเดอะไทมส์ (The Times) อ้างแหล่งข่าววงในว่า สตรีทติงเตรียมลาออกเพื่อท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานอย่างเป็นทางการ ซึ่งอาจเกิดขึ้นเร็วที่สุดในวันพฤหัสบดี (14 พ.ค.)
ด้านทำเนียบรัฐบาล UK ยืนยันว่า นายกฯ สตาร์เมอร์ยังมั่นใจว่าสตรีทติงจะให้การสนับสนุน ขณะที่เดอะการ์เดียน (The Guardian) รายงานว่า แอนดี เบิร์นแฮม นายกเทศมนตรีเมืองเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์ ซึ่งเป็นอีกหนึ่งตัวเต็งผู้สืบทอดตำแหน่ง ได้บอกให้กลุ่มพันธมิตร "นิ่งไว้ก่อน" ในระหว่างที่เขากำลังหาทางกลับเข้าสู่รัฐสภา
เบิร์นแฮม อดีตรัฐมนตรีและผู้นำเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์ตั้งแต่ปี 2560 ปัจจุบันไม่ได้เป็นสส. จึงต้องหาทางกลับเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีความเป็นไปได้มากที่สุดคือการลงเลือกตั้งซ่อม ก่อนจะลงชิงตำแหน่งผู้นำพรรคได้
*กติกาท้าชิงตำแหน่ง
ตามระเบียบแล้ว นายกฯ สตาร์เมอร์ไม่อาจถูกถอดถอนผ่านการลงมติไม่ไว้วางใจในหมู่สส.พรรคแรงงาน โดยการเลือกตั้งผู้นำพรรคจะเกิดขึ้นได้ 2 กรณี คือ ผู้นำพรรคลาออกเอง หรือมีผู้ท้าชิงที่ได้รับเสียงสนับสนุนจากสส.พรรคแรงงาน 20% (ประมาณ 81 คนในปัจจุบัน) ซึ่งหากถึงเกณฑ์นี้ นายกฯ สตาร์เมอร์จะต้องลงชิงตำแหน่งในฐานะผู้นำคนปัจจุบันโดยอัตโนมัติ
เงื่อนไขนี้ทำให้การรวบรวมเสียงสนับสนุนกลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมาก แม้จะมีสส.มากกว่า 80 คนที่อยากให้นายกฯ ลาออก แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะเทคะแนนให้ผู้ท้าชิงเพียงคนเดียว
จอห์น ไบรสัน ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยเบอร์มิงแฮม ให้สัมภาษณ์กับซินหัวว่า วิกฤตครั้งนี้ชี้ให้เห็นข้อบกพร่องสำคัญของพรรคแรงงาน เนื่องจากขาดตัวเลือกที่เหมาะสมทั้งด้านสถานะและประสบการณ์ที่จะมาแทนที่นายกฯ สตาร์เมอร์ได้
*ใครคือตัวเต็ง
สตรีทติงเป็นผู้ท้าชิงที่ถูกจับตามองมากที่สุด ทว่าจุดยืนของเขายังดูสับสนท่ามกลางเกมการเมือง โดยสกายนิวส์ (Sky News) รายงานว่า กลุ่มเพื่อนของสตรีทติงปฏิเสธข่าวลือเรื่องกบฏพรรค และระบุว่าเขาเพิ่งไปดูภาพยนตร์เรื่อง "The Devil Wears Prada 2" แต่ในวันถัดมา เดอะไทมส์กลับรายงานว่าสตรีทติงกำลังเตรียมลาออกเพื่อท้าชิงตำแหน่ง
ส่วนเบิร์นแฮม แม้จะเป็นตัวเต็ง แต่ไฟแนนเชียลไทมส์ (Financial Times) รายงานว่าเส้นทางกลับสู่รัฐสภายังไม่ชัดเจน เนื่องจากสส.พรรคแรงงานในแมนเชสเตอร์หลายคนไม่ยอมหลีกทางเพื่อให้เกิดการเลือกตั้งซ่อม อย่างไรก็ตาม เขายังอาจหาโอกาสในพื้นที่อื่นของเกรตเทอร์แมนเชสเตอร์หรือเมอร์ซีย์ไซด์ได้
*เปลี่ยนตัวผู้นำ อาจไม่ช่วยแก้ปัญหา
ประเด็นสำคัญของพรรคแรงงานไม่ใช่แค่เรื่อง "ใครจะนำ" แต่คือ "จะนำพรรคไปในทิศทางใด"
เดอะการ์เดียนรายงานว่า สส.บางส่วนมองว่านโยบายรัฐบาล ทั้งเรื่องระบบบริการสุขภาพแห่งชาติ (NHS) ศาล และการศึกษา เป็นการเดินเกมที่ระมัดระวังเกินไป จนไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งกลับมาได้
สส.รายหนึ่งวิจารณ์ว่ารัฐบาลทำงานแบบ "ค่อยเป็นค่อยไป" มากเกินไป ขณะที่ แฮร์รี ควิลเตอร์-พินเนอร์ หัวหน้าสถาบันเพื่อการวิจัยนโยบายสาธารณะ จี้ให้รัฐบาลใช้มาตรการที่เด็ดขาดกว่านี้เพื่อแก้ปัญหาค่าครองชีพ เช่น การควบคุมค่าเช่า และปฏิรูปโครงสร้างรัฐเพื่อกระตุ้นการเติบโตระยะยาว
หลุยส์ บรอมฟิลด์ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยสวอนซี ชี้ว่า กรณีอื้อฉาวเรื่องการรับของกำนัล การจ่ายเงินช่วยผู้พิการ และเงินช่วยค่าเชื้อเพลิงฤดูหนาว ได้ทำลายภาพลักษณ์ความเป็น "พรรคของชนชั้นแรงงาน" ไปแล้ว
บรอมฟิลด์ระบุว่า ผลการเลือกตั้งในเวลส์สะท้อนความเบื่อหน่ายต่อพรรคการเมืองหลักตลอดสองปีที่ผ่านมา และยังเป็นการก่อรูปของระบบการเมืองแบบหลายพรรคในลักษณะใกล้เคียงยุโรปมากขึ้น พร้อมเรียกสถานการณ์ดังกล่าวว่าเป็น "ภูมิทัศน์ทางการเมืองรูปแบบใหม่โดยสิ้นเชิง"
ท้ายที่สุด ไม่ว่าใครจะขึ้นมานำพรรคแรงงาน ปัญหาในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมก็จะยังคงอยู่ โดยสถาบันวิจัย Institute for Government ระบุว่า ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยนตัวนายกฯ หรือไม่ รัฐบาลอังกฤษยังต้องเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังลึกในระบบบริหารของรัฐต่อไป