LSEG เปิดเผยในวันนี้ (14 พ.ค.) ว่า เรือบรรทุกน้ำมันดิบติดธงปานามาของบริษัท เอเนออส (Eneos) กลุ่มโรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ของญี่ปุ่น แล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้สำเร็จ โดยถือเป็นเรือลำที่ 2 ที่เกี่ยวข้องกับญี่ปุ่นซึ่งผ่านช่องแคบดังกล่าวได้
เดิมทีญี่ปุ่นนำเข้าน้ำมันดิบจากอ่าวเปอร์เซียสูงถึง 95% ของปริมาณนำเข้าทั้งหมด ก่อนที่สงครามระหว่างฝ่ายสหรัฐฯ-อิสราเอล กับฝ่ายอิหร่าน จะส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ
ทางด้าน Kpler ระบุว่า เรือของเอเนออสลำนี้บรรทุกน้ำมันดิบจากคูเวต 1.2 ล้านบาร์เรล และน้ำมัน Das Blend จากสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์อีก 7 แสนบาร์เรล โดยโหลดน้ำมันขึ้นเรือตั้งแต่ปลายเดือนก.พ. และคาดว่าจะถึงจุดหมายที่ประเทศญี่ปุ่นในวันที่ 3 มิ.ย. นี้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลญี่ปุ่นได้เร่งเจรจาทางการทูตตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง พร้อมหาแหล่งพลังงานอื่นมาทดแทนน้ำมันที่ขาดหายไป และใช้เงินงบประมาณมหาศาลอุดหนุนราคาเชื้อเพลิงเพื่อพยุงราคาในประเทศ
ก่อนหน้านี้ เรือ "อิเดมิตสึ มารุ" (Idemitsu Maru) ซึ่งบรรทุกน้ำมันจากซาอุดีอาระเบียและบริหารโดยบริษัท อิเดมิตสึ โคซัน (Idemitsu Kosan) ได้แล่นผ่านช่องแคบนี้ไปแล้วเมื่อปลายเดือนเม.ย.
ด้านบริษัทอิเดมิตสึ ผู้กลั่นน้ำมันรายใหญ่อันดับ 2 ของญี่ปุ่นคาดว่า ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาใช้งานได้ปกติในช่วงเดือนก.ค. ถึงก.ย. และเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบดูไบซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐาน จะลดลงสู่ระดับก่อนเกิดสงครามได้ภายในสิ้นเดือนมี.ค. 2570 หรือช่วงสิ้นปีงบการเงินหน้า
ขณะที่โรงกลั่นน้ำมันในญี่ปุ่นเริ่มนำน้ำมันสำรองทางยุทธศาสตร์มาใช้ และเร่งหาแหล่งพลังงานใหม่จากสหรัฐฯ และแถบทะเลแคสเปียน ทำให้อัตราการกลั่นเริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติในเดือนนี้ โดยพุ่งสูงเกิน 70% เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปลายเดือนมี.ค.
นอกจากนี้ เมื่อวันพุธที่ 13 พ.ค. มีรายงานว่าเรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่พิเศษ (VLCC) ของจีนที่ขนน้ำมันจากอิรัก เพิ่งแล่นผ่านช่องแคบฮอร์มุซออกจากอ่าวเปอร์เซีย ก่อนการประชุมสุดยอดผู้นำสหรัฐฯ-จีน ที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 14-15 พ.ค. ซึ่งการเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้นหลังจาก อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเมื่อสัปดาห์ก่อน