ภาวะตลาดหุ้นยุโรป: หุ้นยุโรปปิดลบ วิตกเงินเฟ้อจากราคาพลังงานกดดันตลาด

ตลาดหุ้นยุโรปปิดลบในวันศุกร์ (15 พ.ค.) หลังแตะระดับสูงสุดในรอบ 1 สัปดาห์ ท่ามกลางความกังวลว่าแรงกดดันด้านเงินเฟ้อจากราคาพลังงาน อันเป็นผลจากความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน กำลังกระทบตลาดทั่วโลก

ทั้งนี้ ดัชนี STOXX 600 ปิดที่ 606.92 จุด ลดลง 9.13 จุด หรือ -1.48%

ดัชนี CAC-40 ตลาดหุ้นฝรั่งเศสปิดที่ 7,952.55 จุด ลดลง 129.72 จุด หรือ -1.60%, ดัชนี DAX ตลาดหุ้นเยอรมนีปิดที่ 23,950.57 จุด ลดลง 505.69 จุด หรือ -2.07% และดัชนี FTSE 100 ตลาดหุ้นลอนดอนปิดที่ 10,195.37 จุด ลดลง 177.53 จุด หรือ -1.71%

แม้ผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่งและการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์จะช่วยหนุนตลาดในช่วงสัปดาห์นี้ แต่แรงหนุนดังกล่าวถูกบดบังจากความกังวลเรื่องค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น หลังราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง

ดัชนีกลุ่มวัสดุพื้นฐานของยุโรปร่วงลง 5.1% ตามราคาสินค้าโลหะที่อ่อนตัว ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมป้องกันประเทศร่วงลง 3.6% ซึ่งถือเป็นการปรับตัวรายสัปดาห์ที่แย่ที่สุดในบรรดากลุ่มอุตสาหกรรมต่าง ๆ

หุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ชะลอตัวหลังปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยหุ้น ASML และหุ้น Aixtron ร่วงลง 4.4% และ 6% ตามลำดับ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เสร็จสิ้นการประชุม 2 วันกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน โดยแทบไม่มีความคืบหน้าเกี่ยวกับการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่ทรัมป์ยังกล่าวว่า เขาเริ่มหมดความอดทนต่ออิหร่าน

ไมเคิล ฮิวสัน นักวิเคราะห์ตลาดอาวุโสจาก iForex ระบุว่า ราคาพลังงานถือเป็นปัญหาใหญ่ที่สุดที่ยุโรปกำลังเผชิญ และดูเหมือนจะไม่มีเจตจำนงทางการเมืองในการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ซึ่งตลาดก็ได้สะท้อนปัจจัยดังกล่าวไปแล้ว

ข้อมูลเงินเฟ้อจากหลายประเทศในยุโรปและสหรัฐฯ ที่เปิดเผยในสัปดาห์นี้ แสดงให้เห็นว่าการพุ่งขึ้นของต้นทุนพลังงานเริ่มสะท้อนมายังราคาผู้บริโภคและผู้ผลิตแล้ว ส่งผลให้นักลงทุนเพิ่มการคาดการณ์ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอย่างน้อย 2 ครั้งภายในสิ้นปีนี้ ขณะที่ตลาดพันธบัตรก็เผชิญแรงขายเช่นกัน

แดเนียล ฟอน อาห์เลน นักกลยุทธ์เศรษฐกิจมหภาคอาวุโสจาก GlobalData TS Lombard กล่าวว่า ตลาดที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศสูง และมีภาคการผลิตที่ใช้พลังงานเข้มข้น จะได้รับผลกระทบมากกว่า

หุ้นกลุ่มวัฏจักรเศรษฐกิจซึ่งอ่อนไหวต่อภาวะเศรษฐกิจก็ถูกกดดันเช่นกัน โดยหุ้นกลุ่มธนาคารร่วงลง 6% หลังหุ้น BNP Paribas และ Deutsche Bank ปรับตัวลง 3% และ 2.6% ตามลำดับ

ขณะเดียวกัน สหราชอาณาจักรยังเผชิญความไม่แน่นอนทางการเมือง หลังนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์ ต้องดิ้นรนรักษาอำนาจ หลังคู่แข่งคนสำคัญส่งสัญญาณท้าชิงตำแหน่งผู้นำ โดยดัชนี FTSE 100 ปิดลดลง 1.7%

ด้านหุ้น LVMH ปรับตัวลง 1.1% หลังบริษัทตกลงขายแบรนด์แฟชั่น Marc Jacobs

หุ้น Stellantis ร่วงลง 4.2% หลังผู้ผลิตรถยนต์ลงนามข้อตกลงมูลค่าราว 1 พันล้านยูโร (1.16 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) กับบริษัท Dongfeng ของจีน เพื่อผลิตรถยนต์แบรนด์ Peugeot และ Jeep

หุ้น Technoprobe พุ่งขึ้น 32.3% สวนทางตลาด หลังบริษัทเซมิคอนดักเตอร์ของอิตาลีรายนี้ปรับเพิ่มคาดการณ์ผลประกอบการปี 2569