สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 พ.ค. 69)
นายพูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงิน
บาทเปิดเช้านี้ที่ระดับ 32.64 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าเล็กน้อยจากปิดวันก่อนที่ระดับ 32.62 บาท/ดอลลาร์
โดยตั้งแต่ช่วงคืนที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) ทยอยอ่อนค่าลงเล็กน้อยท่ามกลางท่าทีระมัดระวังของผู้เล่นในตลาดต่อแนว
โน้มการเจรจาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่ยังมีความไม่แน่นอนอยู่สูง ประกอบกับรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ส่วนใหญ่ที่ออกมาดี
กว่าคาด ส่งผลให้เงินดอลลาร์ทยอยแข็งค่าขึ้นบ้าง
คืนนี้ตลาดจะรอลุ้นรายงานข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาทิ ยอดการจ้างงานภาคเอกชนรายสัปดาห์ โดย ADP และ ดัชนีภาวะ
ธุรกิจจากบรรดา FED สาขาต่าง ๆ อีกทั้งรอติดตามถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประกอบการประเมินแนวโน้มการดำเนิน
นโยบายการเงิน
สำหรับแนวโน้มของค่าเงินบาท ยังเสี่ยงเผชิญ Two-way risk ในช่วงระยะสั้น ขึ้นกับพัฒนาการของสถานการณ์ในตะวันออก
กลาง โดยเฉพาะการเจรจาหยุดยิงระหว่าง สหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่มีความไม่แน่นอนอยู่สูง
"วันนี้ ตลาดยังขาดการรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะข้อมูลฝั่งสหรัฐฯ ที่มักจะขับเคลื่อนให้ตลาดการเงิน
เคลื่อนไหวผันผวนสูง ทำให้ การเคลื่อนไหวของเงินบาทอาจมีลักษณะ Sideways" นายพูน ระบุ
นายพูน คาดกรอบเงินบาทวันนี้ จะอยู่ที่ระดับ 32.45-32.75 บาท/ดอลลาร์
SPOT ล่าสุดอยู่ที่ระดับ 32.6175 บาท/ดอลลาร์
* ปัจจัยสำคัญ
- เงินเยน อยู่ที่ระดับ 159.25 เยน/ดอลลาร์ จากเย็นวานที่ระดับ 159.17/21 เยน/ดอลลาร์
- เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1630 ดอลลาร์/ยูโร จากเย็นวานที่ระดับ 1.1641/1642 ดอลลาร์/ยูโร
- อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท/ดอลลาร์ ถัวเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักระหว่างธนาคารของธปท. อยู่ที่ระดับ 32.601 บาท/ดอลลาร์
- นายกฯ นำ "ทีมไทยแลนด์" หารือ 5 บริษัทยักษ์ใหญ่ฝรั่งเศส ได้แก่ Airbus, Essilor Luxottica, Imerys,
Thales และ IN Groupe หวังเพิ่มยอดการลงทุนในอุตสาหกรรมการบิน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ วัสดุขั้นสูงสำหรับแบตเตอรี่ลิเทียม ความ
มั่นคงไซเบอร์ และการยืนยันตัวตนออนไลน์ ต่อยอดหนุนเศรษฐกิจไทย
- "แบงก์กรุงไทย" (KTB) ผนึก ADVANC และ OR เปิดตัว "CLICX" (เวอร์ชวลแบงก์) หรือ "ธนาคารไร้สาขา" แห่ง
แรกของไทย เดินหน้าชิงตลาดการเงินดิจิทัล เจาะลูกค้ารายย่อย-เอสเอ็มอีที่เข้าไม่ถึงสินเชื่อในระบบ ผ่านฐานลูกค้ากว่า 40 ล้านราย
ทั้งจากแอปเป๋าตัง และจากกลุ่มพันธมิตร
- กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) ได้โจมตีฐานยิงขีปนาวุธและเรือของอิหร่านที่พยายามวางทุ่นระเบิดทางตอนใต้
ของอิหร่านเมื่อช่วงเช้าวันอังคาร (26 พ.ค.) โดยระบุว่าเป็นการดำเนินการเพื่อป้องกันตนเอง ซึ่งการเปิดปฏิบัติการทางทหารล่าสุด
ของ CENTCOM มีขึ้นแม้ว่าสหรัฐฯ ยืนยันว่าจะยังคงรักษาความอดทนอดกลั้นภายใต้กรอบข้อตกลงหยุดยิงที่ดำเนินอยู่ในปัจจุบันก็ตาม
- ความไม่แน่นอนของการเจรจาสันติภาพส่งผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์พุ่งขึ้นกว่า 3% และทำให้นักลงทุนวิตกกังวลเกี่ยวกับภาวะ
เงินเฟ้อ โดยนักลงทุนคาดว่าเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงจะทำให้ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ยังไม่เร่งผ่อนคลายนโยบายการเงิน จนกว่าจะมี
หลักฐานชัดเจนว่า เงินเฟ้อจะกลับสู่เป้าหมาย 2% ของเฟด
- Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ เปิดเผยผลสำรวจล่าสุดระบุว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐฯ
ปรับตัวลง 0.7 จุด สู่ระดับ 93.1 ในเดือนพ.ค. แต่ยังสูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 91.9 จากระดับ 93.8 ในเดือนเม.ย.
- ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก ๆ ในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันอังคาร (26 พ.
ค.) โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนรุกซื้อดอลลาร์ในฐานะสกุลเงินปลอดภัย หลังมีรายงานว่ากองทัพสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่าน
ระลอกใหม่ ซึ่งทำให้การเจรจาสันติภาพระหว่างสองประเทศเผชิญกับความเปราะบางอีกครั้ง
- สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (26 พ.ค.) หลังกองทัพสหรัฐฯ ใช้ปฏิบัติการโจมตีอิหร่านระลอกใหม่ ซึ่งส่ง
ผลให้ราคาน้ำมันเบรนท์ (Brent) พุ่งขึ้น และทำให้ความวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาอีกครั้ง รวมทั้งความกังวลที่ว่าธนาคารกลาง
สหรัฐฯ (เฟด) อาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้
- เครื่องมือ FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนไม่คาดว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปีนี้ และให้
น้ำหนักมากกว่า 50% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยภายในเดือนธ.ค.
- นักวิเคราะห์ของ UBS ได้ปรับลดเป้าหมายราคาทองคำ ณ สิ้นปี 2569 ลง 400 ดอลลาร์ สู่ระดับ 5,500 ดอลลาร์/
ออนซ์ เนื่องจากมองว่าทองคำยังคงมีความเสี่ยงที่จะเผชิญกับแรงกดดันจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้นและสกุลเงินดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้น
- นักลงทุนจับตาการเปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ของสหรัฐฯ ในวันพรุ่งนี้ (28 พ.ค.)
โดยดัชนี PCE เป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ เนื่องจากสามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบ
คลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)