ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 32.57 ทรงตัวจากช่วงเช้า รอปัจจัยใหม่ จับตาข้อมูลศก.สหรัฐฯ คาดกรอบต้นสัปดาห์หน้า 32.45-32.65

          นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 32.57 บาท/ดอลลาร์ ใกล้เคียง
จากช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.56/58 บาท/ดอลลาร์
          โดยระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.54 - 32.62 บาท/ดอลลาร์ ทั้งนี้ เงินบาทและสกุลเงินส่วนใหญ่ในภูมิภาค
แข็งค่า จากทิศทางของดอลลาร์สหรัฐฯ ที่อ่อนค่า หลังตลาดมีความหวังว่า ข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน จะเป็น
ไปได้ด้วยดี
          ในสัปดาห์หน้า ตลาดรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ทั้งการจ้างงานนอกภาคเกษตร และตัวเลขจากสถาบันจัดการด้าน
อุปทานของสหรัฐ (ISM) รวมถึงข่าวการเจรจาของสหรัฐฯ และอิหร่านด้วย
          นักบริหารเงิน คาดว่า วันอังคารหน้า เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.45 - 32.65 บาท/ดอลลาร์

          * ปัจจัยสำคัญ
          - เงินเยน อยู่ที่ระดับ 159.27 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 159.26/31 เยน/ดอลลาร์
          - เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1630 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1650/1651 ดอลลาร์/ยูโร
          - ดัชนี SET ปิดวันนี้ที่ระดับ 1,568.37 จุด ลดลง 0.60 จุด (-0.04%) มูลค่าการซื้อขาย 89,345.46 ล้านบาท
          - สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติขายสุทธิ 1,616.87 ล้านบาท
          - ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ระบุว่า ภาวะเศรษฐกิจไทยโดยรวมเดือนเม.ย.69 ชะลอตัวจากเดือนก่อน โดย
เฉพาะภาคท่องเที่ยวและการบริโภคภาคเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลางเป็นหลัก สำหรับเศรษฐกิจไทยระยะต่อไป 
ยังมีแนวโน้มชะลอลง โดยปัจจัยสำคัญยังต้องติดตามพัฒนาการของสงครามในตะวันออกกลาง, ความสามารถในการปรับตัวของภาคธุรกิจ
และประชาชน, มาตรการภาครัฐ, การเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และพัฒนาการของภาวะเอลนีโญ 
          - ยอดขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเดือนเม.ย.69 ของไทย ขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7,600 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นผลมาจาก
การขาดดุลการค้าเป็นสำคัญ ตามมูลค่าการนำเข้าที่เร่งสูงขึ้นมาก ทั้งนี้ ธปท.ไม่มีความกังวล เนื่องจากไม่ได้ส่งผลกระทบต่อโครงสร้าง
เศรษฐกิจ เพราะเชื่อว่าการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงนี้ เป็นสถานการณ์ชั่วคราวเท่านั้น และจะค่อยทยอยลดการขาดดุลลง หลัง
สงครามตะวันออกกลางคลี่คลาย และรายรับนักท่องเที่ยวที่จะกลับเข้ามาในช่วงปลายปี 
          - ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น บมจ.ซีพีออลล์ [CPALL] ลงมติไม่เห็นด้วยกับการให้บริษัท เคาน์เตอร์เซอร์วิส จำกัด บริษัท ไทย
สมาร์ทคาร์ด จำกัด และ บมจ.ซีพีแอ็กซ์ตร้า [CPAXT] เข้าไปอยู่กลุ่มธุรกิจการเงินของธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ของ
บริษัท เอซีเอ็ม โฮลดิ้ง จำกัด (AMCH) ซึ่งเป็นบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด (เครือซีพี)
          - สหรัฐฯ เม็กซิโก และแคนาดา ประกาศการบังคับใช้มาตรการสาธารณสุขด้านการเดินทางในทิศทางเดียวกัน สำหรับผู้เดิน
ทางที่มาจากภูมิภาคแอฟริกา ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดจากไวรัส "อีโบลา"
          - นีล แชปแมน รองประธานอาวุโสของบริษัท เอ็กซอน โมบิล (Exxon Mobil) เตือนว่า คลังสำรองน้ำมันจะลดลงสู่ระดับ
ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งจะผลักดันให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นและส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันชะลอตัวลง
          - ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (OCR) ไว้ที่ระดับ 2.25% ในการประชุมสัปดาห์นี้ หลัง
คณะกรรมการนโยบายการเงินลงมติเสมอกัน 3 ต่อ 3 ก่อนที่ ผู้ว่าการ RBNZ จะใช้สิทธิ์ลงคะแนนชี้ขาด พร้อมระบุว่า อัตราดอกเบี้ยมีแนว
โน้มจะปรับขึ้นเร็วขึ้นและมากกว่าที่เคยส่งสัญญาณไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อรับมือกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ
          - ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งแอฟริกา (Africa CDC) เปิดเผยว่า จำนวนผู้ป่วยสงสัยติดเชื้ออีโบลาในสาธารณรัฐ
ประชาธิปไตยคองโก (DRC) และยูกันดา เพิ่มขึ้นทะลุ 1,000 รายแล้ว