ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันศุกร์ (12 มิ.ย.) จากความหวังที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงสันติภาพระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลง
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,471.72 จุด เพิ่มขึ้น 167.84 จุด หรือ +1.63% ซึ่งเป็นระดับปิดสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 27 พ.ค. และปรับตัวขึ้นมากกว่า 1% ในรอบสัปดาห์นี้
สื่อรายงานว่า หากสามารถตกลงถ้อยคำในเอกสารได้ บันทึกความเข้าใจอาจได้รับการลงนามอย่างเร็วที่สุดในวันอาทิตย์นี้ (14 มิ.ย.) โดย เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ และ โมฮัมหมัด บาเกอร์ กาลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน ซึ่งขณะนี้นครเจนีวาถูกมองว่าเป็นสถานที่ที่มีความเป็นไปได้มากที่สุดสำหรับการลงนามข้อตกลงสันติภาพ
กลุ่มพลังงานลดลง 1.8% หลังราคาน้ำมันร่วงมากกว่า 3%
ขณะที่ดัชนีหุ้นกลุ่มท่องเที่ยวและนันทนาการ ซึ่งรวมถึงสายการบินที่ได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันที่ลดลง พุ่งขึ้น 3.9% โดยหุ้น IAG เจ้าของสายการบิน British Airways และหุ้น Wizz Air Holdings เป็นหนึ่งในหุ้นที่ปรับตัวขึ้นโดดเด่นที่สุดของวัน
หุ้นกลุ่มธนาคารซึ่งมีน้ำหนักสูงในตลาดพุ่งขึ้น 4.2% ส่วนหุ้นกลุ่มอากาศยานและกลาโหมปรับตัวขึ้น 2.2%
ด้านหุ้น McBride ร่วงลง 14.6% หลังผู้ผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคภายใต้แบรนด์ของลูกค้า (Private Label) ออกมาเตือนว่า กำไรในช่วง 2 ปีข้างหน้าอาจต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักร (ONS) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจอังกฤษหดตัว 0.1% ในเดือนเม.ย. นับเป็นการหดตัวรายเดือนครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2568
นักวิเคราะห์ของ J.P. Morgan ระบุในรายงานว่า ก่อนหน้านี้ได้คาดการณ์ไว้แล้วว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจจะชะลอลงจากผลกระทบของภาวะช็อกด้านราคาพลังงาน และข้อมูลเดือนเม.ย. เริ่มสะท้อนสัญญาณดังกล่าว โดยคาดว่าจะเห็นความอ่อนแอของการใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับผู้บริโภคมากขึ้นในระยะต่อไป เนื่องจากอัตราเงินเฟ้อที่สูงขึ้นจะกดดันรายได้ที่แท้จริงของประชาชน
นอกจากนี้ ผลสำรวจทัศนคติด้านเงินเฟ้อรายไตรมาสของธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ที่เผยแพร่เมื่อวันศุกร์ ยังแสดงให้เห็นว่าการคาดการณ์เงินเฟ้อระยะยาวของประชาชนอังกฤษปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในเดือนพ.ค.