🚀*ทองไปต่อ! ทะลุ $5,100 ทำ All Time High กังวลชัตดาวน์,ความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์

ราคาทองพุ่งขึ้นทะลุระดับ 5,100 ดอลลาร์ในวันนี้ ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งใหม่ โดยนักลงทุนพากันเข้าซื้อทองในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ และความเสี่ยงด้านการคลังทั่วโลก

ณ เวลา 19.07 น.ตามเวลาไทย ราคาทองสปอต บวก 104.17 ดอลลาร์ หรือ 2.09% สู่ระดับ 5,092.73 ดอลลาร์/ออนซ์ หลังจากพุ่งแตะระดับ 5,102 ดอลลาร์ในช่วงแรก

ส่วนสัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนก.พ. บวก 110.80 ดอลลาร์ หรือ 2.23% สู่ระดับ 5,090.50 ดอลลาร์/ออนซ์

ราคาทองพุ่งขึ้น ท่ามกลางความตึงเครียดตั้งแต่กรีนแลนด์และเวเนซุเอลาไปจนถึงตะวันออกกลาง ซึ่งตอกย้ำความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้น และเพิ่มความน่าสนใจของทองคำในฐานะเครื่องมือป้องกันความไม่แน่นอน

นอกจากนี้ ราคาทองยังได้แรงหนุนจากความกังวลเกี่ยวกับการที่สหรัฐเผชิญภาวะการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ภายในปลายสัปดาห์นี้ หลังเกิดกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง (ICE) ยิงนายอเล็กซ์ เพรตติ เสียชีวิตในรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันครั้งที่สองในเดือนนี้

ทั้งนี้ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจำนวนมากเตือนว่า พวกเขาจะไม่ลงคะแนนสนับสนุนงบประมาณวงเงิน 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการดำเนินงานของรัฐบาลกลาง หากร่างกฎหมายดังกล่าวมีการรวมงบประมาณของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ซึ่งกำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมือง

สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่หากวุฒิสภาไม่อนุมัติร่างกฎหมายนี้ภายในวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. รัฐบาลสหรัฐจะเผชิญภาวะชัตดาวน์อีกครั้ง หลังจากเผชิญภาวะชัตดาวน์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ต.ค.-12 พ.ย.2568 เป็นเวลา 43 วัน ซึ่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

ร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าวต้องการเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 60 เสียง เพื่อผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา โดยพรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากในวุฒิสภาเพียง 53 ต่อ 47 เสียง ซึ่งหมายความว่าพรรครีพับลิกันจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคเดโมแครต

ขณะเดียวกัน ตลาดจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ โดยคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 27-28 ม.ค.

นอกจากนี้ นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือนมิ.ย.และต.ค. ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของเฟดจะอยู่ที่ระดับ 3.00-3.25% ในช่วงสิ้นปี 2569 จากปัจจุบันที่ระดับ 3.50-3.75%