ดอลลาร์อ่อนค่าต่อเนื่องสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางกระแส Sell America

ดอลลาร์อ่อนค่าเทียบสกุลเงินหลัก ต่อเนื่องจากที่ทรุดหนักในสัปดาห์ที่แล้ว ท่ามกลางกระแส Sell America

ณ เวลา 20.32 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน ลบ 0.36% สู่ระดับ 97.238 ขณะที่ดอลลาร์อ่อนค่า 0.17% สู่ระดับ 1.185 เทียบยูโร และดิ่งลง 1.02% สู่ระดับ 154.12 เยน

ดัชนีดอลลาร์ร่วงลง 1.9% ในสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนเม.ย.2568 หลังนักลงทุนกลับมาใช้กลยุทธ์ขายสินทรัพย์สหรัฐอีกครั้ง หรือ Sell America หลังจากที่เคยเกิดขึ้นจากการที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศใช้มาตรการภาษีศุลกากรครั้งใหญ่ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา

ตลาดจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ โดยคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมวันที่ 27-28 ม.ค.

นอกจากนี้ นักลงทุนคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ โดยจะเกิดขึ้นในเดือนมิ.ย.และต.ค. ซึ่งจะส่งผลให้อัตราดอกเบี้ยของเฟดจะอยู่ที่ระดับ 3.00-3.25% ในช่วงสิ้นปี 2569 จากปัจจุบันที่ระดับ 3.50-3.75%

ขณะเดียวกัน นักลงทุนจับตาการที่สหรัฐอาจเผชิญภาวะการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์ ภายในปลายสัปดาห์นี้ หลังเกิดกระแสความไม่พอใจอย่างรุนแรงจากเหตุเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของรัฐบาลกลาง (ICE) ยิงนายอเล็กซ์ เพรตติ เสียชีวิตในรัฐมินนิโซตา ซึ่งเป็นเหตุการณ์ลักษณะเดียวกันครั้งที่สองในเดือนนี้

ทั้งนี้ วุฒิสมาชิกพรรคเดโมแครตจำนวนมากเตือนว่า พวกเขาจะไม่ลงคะแนนสนับสนุนงบประมาณวงเงิน 1.2 ล้านล้านดอลลาร์ เพื่อใช้ในการดำเนินงานของรัฐบาลกลาง หากร่างกฎหมายดังกล่าวมีการรวมงบประมาณของกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ (DHS) ซึ่งกำกับดูแลการบังคับใช้กฎหมายเกี่ยวกับการตรวจคนเข้าเมือง

สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา แต่หากวุฒิสภาไม่อนุมัติร่างกฎหมายนี้ภายในวันศุกร์ที่ 30 ม.ค. รัฐบาลสหรัฐจะเผชิญภาวะชัตดาวน์อีกครั้ง หลังจากเผชิญภาวะชัตดาวน์ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 1 ต.ค.-12 พ.ย.2568 เป็นเวลา 43 วัน ซึ่งยาวนานที่สุดในประวัติศาสตร์สหรัฐ

ร่างกฎหมายงบประมาณดังกล่าวต้องการเสียงสนับสนุนอย่างน้อย 60 เสียง เพื่อผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภา โดยพรรครีพับลิกันมีเสียงข้างมากในวุฒิสภาเพียง 53 ต่อ 47 เสียง ซึ่งหมายความว่าพรรครีพับลิกันจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากพรรคเดโมแครต