ตลาดหุ้นเอเชียเปิดปรับตัวลงเป็นส่วนใหญ่ในวันนี้ (13 ก.พ.) หลังความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในสหรัฐฯ ส่งผลให้ดัชนี S&P500 ปรับตัวลงติดต่อกันเป็นวันที่ 3 โดยหุ้นบางกลุ่มในตลาดหุ้นสหรัฐฯ ได้รับแรงกดดันในปีนี้จากการเปิดตัวเครื่องมือ AI ที่อาจเข้ามาทดแทนรูปแบบธุรกิจเดิม หรืออย่างน้อยก็อาจกระทบอัตรากำไรของบริษัทเหล่านั้น
หุ้นของบริษัทขนส่งและโลจิสติกส์หลายแห่งปรับตัวลง ท่ามกลางความกังวลว่า เครื่องมือ AI รุ่นใหม่อาจช่วยลดความไร้ประสิทธิภาพในระบบขนส่งสินค้าอย่างมาก ส่งผลให้ความต้องการใช้บริการในอุตสาหกรรมลดลง
หุ้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และการเงินก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยเฉพาะบริษัทนายหน้าอสังหาริมทรัพย์เชิงพาณิชย์ที่ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2
บรรดานักลงทุนในเอเชียจับตาผลกระทบที่อาจลุกลามมายังภูมิภาค แม้ว่าตลาดไต้หวันซึ่งถือเป็นหนึ่งในตลาดสำคัญด้าน AI จะปิดทำการในวันนี้ เนื่องในเทศกาลตรุษจีนก็ตาม
-- สหรัฐฯ และไต้หวันได้บรรลุข้อตกลงการค้าตอบโต้ครั้งประวัติศาสตร์ในวันพฤหัสบดี (12 ก.พ.) ซึ่งสะท้อนถึงการยกระดับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจเชิงยุทธศาสตร์ และความมุ่งมั่นร่วมกันในการลดอุปสรรคทางการตลาดที่มีมายาวนาน
ข้อตกลงดังกล่าวลงนามที่กรุงวอชิงตัน ภายใต้การอำนวยการของสถาบันอเมริกันในไต้หวัน (American Institute in Taiwan - AIT) และสำนักงานตัวแทนด้านเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไทเป (Taipei Economic and Cultural Representative Office - TECRO) โดยกำหนดกรอบความร่วมมือสำหรับการลงทุนใหม่ด้านพลังงานและเทคโนโลยีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์
-- สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ (UN) ได้แต่งตั้งสมาชิกจำนวน 40 คนเข้าสู่คณะผู้เชี่ยวชาญวิทยาศาสตร์อิสระระหว่างประเทศด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในวันพฤหัสบดี (12 ก.พ.)
วาระการดำรงตำแหน่งของสมาชิกดังกล่าวมีกำหนด 3 ปี โดยเริ่มในวันที่ 12 ก.พ. 2569 และสิ้นสุดในวันที่ 11 ก.พ. 2572
อันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการ UN ระบุในแถลงการณ์ว่า การแต่งตั้งครั้งนี้เป็นก้าวสำคัญพื้นฐานสู่ความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ระดับโลกเกี่ยวกับ AI
-- สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ออกรายงานภาวะตลาดน้ำมันประจำเดือนก.พ. โดย IEA ได้ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกในปีนี้ และเตือนว่าตลาดโลกยังคงเผชิญภาวะอุปทานล้นตลาด แม้มีเหตุขัดข้องที่ทำให้ปริมาณการผลิตน้ำมันลดลงในเดือนม.ค.
ทั้งนี้ IEA คาดว่าอุปสงค์น้ำมันโลกจะเพิ่มขึ้น 850,000 บาร์เรล/วันในปีนี้ ลดลง 80,000 บาร์เรล/วัน เมื่อเทียบกับตัวเลขคาดการณ์ในเดือนม.ค.
IEA ระบุว่า ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและราคาน้ำมันที่สูงขึ้น เป็นปัจจัยกดดันการบริโภคน้ำมัน
-- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขขาดดุลงบประมาณประจำเดือนม.ค.ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยได้รับอานิสงส์จากการจัดเก็บภาษีศุลกากรที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก
ทั้งนี้ สหรัฐฯ ขาดดุลงบประมาณ 95,000 ล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. ลดลง 26% เมื่อเทียบกับเดือนม.ค.2568
หากพิจารณาตั้งแต่เดือนต.ค. 2568 ซึ่งเป็นต้นปีงบประมาณ 2569 จนถึงเดือนม.ค.2569 สหรัฐฯ มียอดขาดดุลงบประมาณสะสมอยู่ที่ 697,000 ล้านดอลลาร์ ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2568
-- กระทรวงการคลังสหรัฐฯ เปิดเผยว่า รายได้จากภาษีศุลกากรอยู่ที่ 3 หมื่นล้านดอลลาร์ในเดือนม.ค. ทำให้ยอดรายได้จากภาษีศุลกากรสะสมตั้งแต่เดือนต.ค.2568 ซึ่งเป็นต้นปีงบประมาณ 2569 จนถึงเดือนม.ค.2569 อยู่ที่ 1.24 แสนล้านดอลลาร์ พุ่งขึ้น 304% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีงบประมาณ 2568
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เริ่มเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อประเทศทั่วโลกในเดือนเม.ย.2568 โดยกำหนดอัตราภาษีต่อสินค้าที่นำเข้าสหรัฐฯ พร้อมทั้งกำหนด "ภาษีตอบโต้" (reciprocal tariffs) กับบางประเทศ
เมื่อเดือนพ.ย. 2568 ศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้เปิดการไต่สวนในคดีที่มีการฟ้องว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตหรือไม่ในการเรียกเก็บภาษีดังกล่าว ซึ่งหากศาลมีคำพิพากษาออกมาเป็นลบ รัฐบาลสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีเป็นจำนวนเงินหลายแสนล้านดอลลาร์
-- กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ เปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกลดลง 5,000 ราย สู่ระดับ 227,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว แต่สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 222,000 ราย
ส่วนตัวเลขค่าเฉลี่ย 4 สัปดาห์ของจำนวนชาวอเมริกันที่ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรก ซึ่งถือเป็นมาตรวัดตลาดแรงงานที่ดีกว่า เนื่องจากขจัดความผันผวนรายสัปดาห์ เพิ่มขึ้น 7,000 ราย สู่ระดับ 219,500 ราย
-- ราคาหุ้นเมอร์เซเดส-เบนซ์ (Mercedes-Benz) ผู้ผลิตรถยนต์หรูจากเยอรมนี ร่วงลง 2% เมื่อวานนี้ หลังบริษัทเปิดเผยผลประกอบการที่ซบเซา
ทั้งนี้ เมอร์เซเดส-เบนซ์เปิดเผยว่า กำไรจากการดำเนินงานตลอดปี 2568 อยู่ที่ระดับ 5.8 พันล้านยูโร (6.9 พันล้านดอลลาร์) ดิ่งลง 57% จากปี 2567 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 6.6 พันล้านยูโร โดยได้รับผลกระทบจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน, การแข่งขันที่รุนแรงในตลาดจีน รวมทั้งค่าใช้จ่ายด้านภาษีศุลกากรที่สูงถึง 1 พันล้านยูโร (1.2 พันล้านดอลลาร์)
-- ข้อมูลและเหตุการณ์เศรษฐกิจสำคัญในวันนี้ (13 ก.พ.) มีดังนี้:-
เกาหลีใต้เปิดเผยราคานำเข้าและราคาส่งออกเดือนม.ค.
จีนเปิดเผยราคาบ้านเดือนม.ค.
อียูเปิดเผยดุลการค้าเดือนธ.ค. และผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 4/2568 (ประมาณการครั้งที่ 2)
สหรัฐฯ เปิดเผยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือนม.ค.