นายเควิน แฮสเซตต์ ผู้อำนวยการสภาเศรษฐกิจแห่งชาติประจำทำเนียบขาว และเป็นที่ปรึกษาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า ผู้เขียนบทความวิจัยล่าสุดของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขานิวยอร์ก ซึ่งระบุว่า บริษัทของสหรัฐและผู้บริโภคชาวอเมริกันเป็นฝ่ายที่ต้องแบกรับภาระภาษีศุลกากรที่สหรัฐเรียกเก็บจากสินค้านำเข้าจากต่างประเทศ ควรถูกลงโทษทางวินัย
ทั้งนี้ นายแฮสเซตต์ได้วิพากษ์วิจารณ์รายงานดังกล่าวอย่างรุนแรง โดยกล่าวว่า นักวิจัยของเฟดมองข้ามปัจจัยสำคัญเกี่ยวกับวิธีการทำงานของภาษีศุลกากร และให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องราคาเท่านั้น
นายแฮสเซตต์กล่าวว่า งานวิจัยควรพิจารณาถึงผลกระทบในเชิงบวกต่อค่าจ้างและสวัสดิการของแรงงานในสหรัฐด้วย จากการที่บริษัทต่าง ๆ นำการผลิตกลับมายังสหรัฐ
'ผมมองว่างานวิจัยฉบับนี้น่าอับอาย นี่เป็นงานวิจัยที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของเฟด และผู้ที่เกี่ยวข้องกับงานนี้ควรถูกลงโทษทางวินัย เพราะพวกเขาเผยแพร่ข้อสรุปที่ก่อให้เกิดข่าวจำนวนมากที่มีอคติทางการเมือง โดยอาศัยการวิเคราะห์ที่แม้แต่วิชาเศรษฐศาสตร์ระดับปีหนึ่งก็ไม่ยอมรับ'
งานวิจัยดังกล่าวมีการเผยแพร่เมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์บนเว็บไซต์ของเฟดสาขานิวยอร์ก โดยนักวิจัยได้ทำการศึกษาว่า ประเทศผู้ส่งออกสินค้ามายังสหรัฐ ได้ลดราคาสินค้าเพื่อแบกรับภาระภาษีศุลกากรเอง หรือเพิ่มราคาสินค้าและผลักภาระภาษีไปยังผู้บริโภคและบริษัทในสหรัฐ ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ประมาณ 90% ของต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากภาษีศุลกากรได้ถูกส่งต่อไปยังผู้ซื้อสินค้าในสหรัฐ
อย่างไรก็ดี นายแฮสเซตต์ยืนยันว่า ภาษีดังกล่าวมีผลกระทบต่อราคาสินค้าน้อยมาก และช่วยยกระดับมาตรฐานการครองชีพ
'ราคาสินค้าลดลง เงินเฟ้อลดลงเมื่อเวลาผ่านไป ราคาสินค้านำเข้าลดลงอย่างมากในช่วงครึ่งแรกของปีที่แล้ว จากนั้นทรงตัว และค่าจ้างที่แท้จริงเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1,400 ดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา ซึ่งหมายความว่าผู้บริโภคได้รับประโยชน์จากภาษี'
'หากการวิเคราะห์ของธนาคารกลางนิวยอร์กถูกต้อง ผู้บริโภคจะไม่สามารถได้รับประโยชน์จากภาษีได้ นี่เป็นเรื่องน่าอับอายจริง ๆ ผมไม่เข้าใจว่าใครเป็นผู้อนุมัติ' นายแฮสเซตต์กล่าว