💥*"ทรัมป์" ขีดเส้นตายอิหร่านบรรลุข้อตกลงสหรัฐใน 10 วัน ก่อนถูกถล่ม

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า โลกจะได้รู้ภายในเวลา 10 วันว่าสหรัฐจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้หรือไม่ หรือสหรัฐจะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน

ทั้งนี้ ในการกล่าวสุนทรพจน์ในการประชุมครั้งแรกของคณะกรรมการสันติภาพ (Board of Peace) ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี ปธน.ทรัมป์กล่าวว่า 'เรายังมีงานที่ต้องทำเพื่อให้บรรลุข้อตกลงกับอิหร่านเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ และเราอาจต้องยกระดับขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง'

เจ้าหน้าที่สหรัฐเปิดเผยว่า ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติได้ประชุมกันในห้องสถานการณ์ (Situation Room) ที่ทำเนียบขาวเมื่อวานนี้เพื่อหารือเกี่ยวกับอิหร่าน และได้รับแจ้งว่ากองกำลังสหรัฐทั้งหมดที่ประจำการในภูมิภาคควรเตรียมความพร้อมทางการทหารภายในกลางเดือนมีนาคม

'ท่านประธานาธิบดีได้สั่งให้เพิ่มกำลังทหารในภูมิภาคอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินกลุ่มที่สอง โดยกำลังทั้งหมดควรมีความพร้อมภายในกลางเดือนมีนาคม' เจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐกล่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งเพิ่มกำลังทหารครั้งใหญ่ในภูมิภาค ขณะพิจารณาความเป็นไปได้ในการใช้กำลังทหาร หากการเจรจานิวเคลียร์กับอิหร่านประสบความล้มเหลว

นายมาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐ จะพบกับนายเบนจามิน เนทันยาฮู นายกรัฐมนตรีอิสราเอล ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เพื่อหารือเรื่องอิหร่าน

นายเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐ กล่าวว่า อิหร่านยังไม่ได้ยอมรับข้อเรียกร้องหลักของสหรัฐ โดยสหรัฐได้ให้เวลา 2 สัปดาห์แก่อิหร่านเพื่อลดช่องว่างความเห็นที่แตกต่างกันของทั้งสองฝ่าย

'ในบางมุม การเจรจาเป็นไปได้ดี และทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะพบกันอีก แต่ในอีกหลายแง่มุม เห็นได้ชัดว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้กำหนดเส้นแดงไว้ และฝ่ายอิหร่านยังไม่เต็มใจที่จะยอมรับ และดำเนินการแก้ไขในประเด็นเหล่านั้น' นายแวนซ์กล่าวกับสำนักข่าว Fox News

นอกจากนี้ นายแวนซ์กล่าวว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังคงสงวนสิทธิ์ในการใช้กำลังทหาร หากแนวทางการทูตไม่สามารถหยุดยั้งโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน

'เรามีกองทัพที่ทรงพลังมาก และท่านประธานาธิบดีได้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมที่จะใช้มัน' นายแวนซ์ระบุ

ขณะเดียวกัน สำนักข่าว Axios รายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า หากสหรัฐใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน ก็จะเป็นการโจมตีครั้งใหญ่ และนานหลายสัปดาห์ โดยมีลักษณะใกล้เคียงกับการทำสงครามเต็มรูปแบบ มากกว่าที่จะใช้ปฏิบัติการจู่โจมอย่างรวดเร็วแบบที่ใช้ในการจับกุมตัวนายนิโคลัส มาดูโร อดีตประธานาธิบดีเวเนซุเอลา