ดาวโจนส์ร่วงกว่า 100 จุด ผิดหวัง GDP/ลุ้นศาลฎีกาชี้ขาด "ภาษีทรัมป์"

ดัชนีดาวโจนส์ร่วงลงกว่า 100 จุด หลังเศรษฐกิจสหรัฐมีการขยายตัวต่ำกว่าคาดในไตรมาส 4/2568 ขณะที่เงินเฟ้อพุ่งขึ้นสูงกว่าคาดในเดือนธ.ค.

ณ เวลา 21.44 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ลบ 150.51 จุด หรือ 0.30% สู่ระดับ 49,244.65 จุด

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยตัวเลขประมาณการครั้งที่ 1 สำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 4/2568 ในวันนี้ โดยระบุว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวเพียง 1.4% ในไตรมาสดังกล่าว ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.5% โดยได้รับผลกระทบจากการขาดดุลการค้าที่เพิ่มขึ้นของสหรัฐ รวมทั้งการปิดหน่วยงานรัฐบาล หรือชัตดาวน์

ทั้งนี้ เศรษฐกิจสหรัฐหดตัว 0.6% ในไตรมาส 1/2568 ซึ่งเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ปี ก่อนที่จะมีการขยายตัว 3.8% และ 4.4% ในไตรมาส 2 และ 3 ตามลำดับ

การหดตัวของเศรษฐกิจสหรัฐในไตรมาส 1/2568 มีสาเหตุจากการนำเข้าที่พุ่งขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจต่างรีบนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ก่อนที่มาตรการเรียกเก็บภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์จะเริ่มมีผลบังคับใช้

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (Headline PCE) ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน ปรับตัวขึ้น 2.9% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.8% จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE ทั่วไป ปรับตัวขึ้น 0.4% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.2% ในเดือนพ.ย.

ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ ปรับตัวขึ้น 3.0% ในเดือนธ.ค. เมื่อเทียบรายปี สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 2.9% จากระดับ 2.8% ในเดือนพ.ย.

เมื่อเทียบรายเดือน ดัชนี PCE พื้นฐาน ปรับตัวขึ้น 0.4% สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.3% จากระดับ 0.2% ในเดือนพ.ย.

ทั้งนี้ ดัชนี PCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI)

นักลงทุนจับตาศาลฎีกาสหรัฐ ซึ่งอาจประกาศคำตัดสินเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ในคืนนี้

ศาลฎีกาสหรัฐมีกำหนดประกาศคำวินิจฉัยต่อหลายคดีใหญ่ในวันนี้ (20 ก.พ.) ซึ่งอาจรวมถึงคำตัดสินเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์

ทั้งนี้ ผู้พิพากษาศาลฎีกามีกำหนดขึ้นนั่งบัลลังก์ในวันนี้ เวลา 10.00 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือเวลา 22.00 น.ตามเวลาไทย

อย่างไรก็ดี ศาลไม่ได้ประกาศล่วงหน้าว่าจะมีคำวินิจฉัยในคดีใดบ้างในวันนี้ และศาลอาจไม่มีคำวินิจฉัยในคดีเกี่ยวกับมาตรการภาษีทรัมป์

หากศาลไม่ได้ประกาศผลการพิจารณาคดีภาษีทรัมป์ในวันนี้ ก็มีความเป็นไปได้ที่ศาลจะมีคำวินิจฉัยในสัปดาห์หน้า ขณะที่ผู้พิพากษาขึ้นนั่งบัลลังก์ในวันที่ 24 และ 25 ก.พ.

ก่อนหน้านี้ ศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐ มีคำสั่งระงับการบังคับใช้มาตรการภาษีศุลกากรทั้งหมด โดยชี้ว่าปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) โดยศาลระบุว่า อำนาจในการบังคับใช้ภาษีดังกล่าวเป็นของสภาคองเกรส ไม่ใช่ของประธานาธิบดี

ต่อมา ศาลอุทธรณ์มีคำวินิจฉัยยืนตามคำตัดสินของศาลการค้าระหว่างประเทศ โดยให้เพิกถอนมาตรการภาษีส่วนใหญ่ เนื่องจากปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตของ IEEPA

เจพีมอร์แกน เชส ซึ่งเป็นธนาคารขนาดใหญ่ที่สุดของสหรัฐ ออกรายงานคาดการณ์ 4 ฉากทัศน์เกี่ยวกับคำตัดสินของศาลฎีกาต่อมาตรการภาษีทรัมป์ รวมทั้งผลกระทบต่อตลาดหุ้นสหรัฐ

1) ศาลสั่งยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐประกาศใช้มาตรการภาษีใหม่โดยอิงตามกฎหมายฉบับอื่นโดยทันที (โอกาส 64%)

-ดัชนี S&P 500 อาจปิดตลาดปรับตัวขึ้น 0.1%-0.2% หลังจากดีดตัวขึ้น 0.75%-1.00% ในช่วงแรก

2) ศาลประกาศคงมาตรการภาษีทรัมป์ (โอกาส 26%)

-ดัชนี S&P 500 อาจปรับตัวลง 0.3%-0.5% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอาจมีการปรับตัวผันผวน

3) ศาลประกาศยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐประกาศใช้มาตรการภาษีใหม่โดยอิงตามกฎหมายฉบับอื่นหลังการเลือกตั้งกลางเทอม (โอกาส 9%)

-ดัชนี S&P 500 อาจพุ่งขึ้น 1.25%-1.50%

4) ศาลประกาศยกเลิกมาตรการภาษีทรัมป์ ขณะที่รัฐบาลสหรัฐไม่มีการประกาศใช้มาตรการภาษีใหม่ (โอกาส 1%)

-ดัชนี S&P 500 อาจทะยานขึ้น 1.5%-2.0%

นอกจากนี้ นักลงทุนจับตาความตึงเครียดระหว่างสหรัฐและอิหร่าน ขณะที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ กล่าวว่า โลกจะได้รู้ภายในเวลา 10 วันข้างหน้าว่าสหรัฐจะสามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้หรือไม่ หรือสหรัฐจะใช้ปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่าน