เมื่อช่วงต้นสัปดาห์นี้ได้เกิดเหตุการณ์กวาดล้างครั้งสำคัญที่นำไปสู่จุดจบของผู้นำเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ของเม็กซิโก "เอล เมนโช" เหตุการณ์นี้ไม่เพียงสั่นคลอนโครงสร้างอำนาจโลกใต้ดินเท่านั้น หากยังกระทบต่อเสถียรภาพภายในประเทศ ภาพลักษณ์ของเม็กซิโกในสายตาประชาคมโลก ตลอดจนทิศทางความร่วมมือด้านความมั่นคงข้ามพรมแดน
*เปิดประวัติ "เอล เมนโช"
เนเมซิโอ โอเซเกรา เซร์บันเตส หรือ "เอล เมนโช" คือหัวหน้าแก๊งค้ายาเสพติด "ฮาลิสโก นิว เจเนอเรชัน" (Jalisco New Generation Cartel หรือ CJNG) หนึ่งในองค์กรอาชญากรรมที่ทรงอิทธิพลและใช้ความรุนแรงมากที่สุดในยุคใหม่ของเม็กซิโก และเป็นผู้ต้องหาคดีค้ายาเสพติดรายสำคัญที่ทางการเม็กซิโกต้องการตัวมากที่สุด ขณะที่ทางการสหรัฐอเมริกาตั้งค่าหัวเอล เมนโชสูงถึง 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับผู้ที่แจ้งเบาะแสจนนำไปสู่การจับกุมตัว
เอล เมนโช เติบโตในครอบครัวยากจนในชนบทของรัฐมิโชอากัน ทางภาคตะวันตกของเม็กซิโก อาชญากรรมแรก ๆ ที่เขาเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องคือ การปลูกกัญชาในรัฐบ้านเกิดของตัวเอง จากนั้นเขาได้อพยพเข้าไปยังสหรัฐฯ อย่างผิดกฎหมายในช่วงทศวรรษ 1980 และถลำลึกเข้าไปในโลกของยาเสพติดจนถูกจับกุมหลายต่อหลายครั้ง ลงท้ายด้วยการถูกจำคุกหลายปีในสหรัฐฯ ก่อนถูกเนรเทศกลับเม็กซิโกเมื่ออายุประมาณ 30 ปี หลังจากนั้นเขาได้เข้าไปพัวพันกับกิจกรรมของแก๊งค้ายาอย่างเต็มตัว
เอล เมนโช เข้าร่วมแก๊งค้ายา มิเลนิโอ (Milenio Cartel) ในรัฐบ้านเกิดของตนเอง สั่งสมชื่อเสียงด้านความเจ้าเล่ห์และโหดเหี้ยม ต่อมาเกิดความแตกแยกภายในกลุ่ม เขาจึงเป็นผู้นำในการก่อตั้งแก๊ง CJNG ขึ้นมา และขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว ประจวบเหมาะกับการพังทลายของแก๊งค้ายา ซินาโลอา (Sinaloa Cartel) หลังจากหัวหน้าแก๊งราชายาเสพติด ฮัวคิน กุซมาน หรือ "เอล ชาโป" ถูกส่งตัวไปดำเนินคดีในสหรัฐฯ ส่งผลให้แก๊ง CJNG ผงาดขึ้นมาเป็นใหญ่ในโลกอาชญากรรมเม็กซิโก โดยเฉพาะในวงการค้ายาเฟนทานิล
*เปิดไทม์ไลน์ปฏิบัติการปิดบัญชี "เอล เมนโช"
ไม่ว่าจะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่ในวงการอาชญากรรมยาเสพติดของเม็กซิโก ไม่มีใครได้ครองบัลลังก์ยาวนาน ในที่สุดรัฐบาลเม็กซิโกของประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ได้ร่วมมือกับหน่วยข่าวกรองด้านยาเสพติดของสหรัฐฯ เปิดปฏิบัติการไล่ล่าเจ้าพ่อค้ายารายใหญ่ที่ลักลอบขนส่งยาเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐฯ มาอย่างยาวนาน
20 กุมภาพันธ์ - ทางการเม็กซิโกได้รับเบาะแสจากคนสนิทของหนึ่งในคนรักของเอล เมนโช จึงสะกดรอยตามคนรักของเขาไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในเมืองตาปัลปา รัฐฮาลิสโก ซึ่งเชื่อว่าเป็นที่กบดานของเขา
21 กุมภาพันธ์ - คนรักของเอล เมนโช ออกจากสถานที่ดังกล่าว แต่เขายังอยู่ในพื้นที่และมีบอดี้การ์ดคุ้มกัน กองทัพเม็กซิโกได้ระดมกำลังสนับสนุนจากกองกำลังพิทักษ์ชาติ หน่วยรบพิเศษ อากาศยานทหาร และเฮลิคอปเตอร์รวม 6 ลำ เพื่อเตรียมปฏิบัติการลับสุดยอด โดยหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ มีบทบาทในปฏิบัติการครั้งนี้ด้วย
22 กุมภาพันธ์ - ก่อนรุ่งสาง กองกำลังภาคพื้นดินเข้าปิดล้อมพื้นที่ มือปืนของแก๊งค้ายาเปิดฉากยิง เกิดการยิงตอบโต้กับหน่วยรบพิเศษ เอล เมนโชและคนสนิทหลบหนีเข้าไปในป่าใกล้เคียง เกิดการปะทะรอบสอง ก่อนเจ้าหน้าที่ควบคุมสถานการณ์ได้ โดยพบว่าเอล เมนโชและบอดี้การ์ดอีกสองคนได้รับบาดเจ็บ จึงเรียกเฮลิคอปเตอร์เพื่อนำส่งโรงพยาบาล แต่เขาเสียชีวิตระหว่างทาง
หลังการวิสามัญฆาตกรรมเจ้าพ่อยาเสพติด ลูกสมุนของเอล เมนโชได้ก่อความรุนแรง สถานการณ์ลุกลามอย่างรวดเร็วในหลายรัฐทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐฮาลิสโก มีทั้งการจุดไฟเผารถยนต์และรถบรรทุกเพื่อปิดถนน การโจมตีสถานที่ราชการ และถึงขั้นตั้งค่าหัวเจ้าหน้าที่ทหาร โดยผู้ที่อยู่เบื้องหลังคือ "เอล ตูลี" (El Tuli) มือขวาและหัวหน้าฝ่ายการเงินของเอล เมนโช ซึ่งต่อมาถูกสังหารระหว่างการหลบหนีและยิงต่อสู้ เหตุการณ์รุนแรงนี้ส่งผลให้สมาชิกแก๊งค้ายาจบชีวิตราว 30 คน และเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์ชาติเสียชีวิต 25 นาย
23 กุมภาพันธ์ - ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม แถลงว่าสถานการณ์เริ่มกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ขณะที่โอมาร์ การ์ซีอา ฮาร์ฟุช รัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคง ระบุว่าทางการกำลังจับตาบุคคลที่อาจขึ้นมารับตำแหน่งหัวหน้าแก๊งแทนเอล เมนโช รวมถึงจับตาแก๊งค้ายาอื่น ๆ ที่อาจฉวยโอกาสโจมตีแก๊ง CJNG ที่กำลังระส่ำระสายเพราะขาดผู้นำ
*ผลกระทบระยะสั้น หวั่นความปลอดภัยฟุตบอลโลก
แม้ว่าสถานการณ์เริ่มคลี่คลายลง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้มุมมืดของเม็กซิโกชัดเจนขึ้นในสายตาชาวโลก ขณะที่ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า เม็กซิโกกำลังจะเป็นเจ้าภาพร่วมจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก ในระหว่างวันที่ 11 มิถุนายน ถึง 19 กรกฎาคม ร่วมกับสหรัฐอเมริกาและแคนาดา โดยคาดว่าจะมีแฟนบอลมากกว่า 5 ล้านคนเข้าชมการแข่งขันใน 16 เมืองเจ้าภาพในสามประเทศ
กวาดาลาฮารา เมืองหลวงของรัฐฮาลิสโก เป็นหนึ่งในเมืองเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก โดยชาวเมืองและผู้ประกอบการต่างกังวลว่าภาพความรุนแรงที่เผยแพร่ไปทั่วโลกอาจทำให้นักท่องเที่ยวกังวลเรื่องความปลอดภัย และคิดหนักว่าจะเดินทางมาชมการแข่งขันฟุตบอลโลกดีหรือไม่ จึงมีการเรียกร้องให้รัฐบาลเพิ่มมาตรการรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มงวด และสร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว
ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม แถลงข่าวในวันอังคาร (24 ก.พ.) ว่า สถานการณ์ในรัฐฮาลิสโกกำลังค่อย ๆ กลับสู่ภาวะปกติ พร้อมกับยืนยันว่า "ไม่มีความเสี่ยง" สำหรับผู้ที่จะเดินทางมาชมการแข่งขันฟุตบอลโลก ขณะเดียวกัน จานนี อินฟานติโน ประธานสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) กล่าวในวันเดียวกันว่า เขารู้สึก "มั่นใจมาก" กับบทบาทของประเทศเม็กซิโกในฐานะเจ้าภาพจัดการแข่งขันฟุตบอลโลก
*ผลกระทบระยะยาว เครือข่ายค้ายายังไม่ล่มสลาย
การสังหารราชายาเสพติดไม่ถือว่าเป็นการจบปัญหา เนื่องจากแก๊ง CJNG ไม่ได้ค้ายาเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเครือข่ายฟอกเงิน โยงใยกับนักการเมืองทุจริต และมีรายได้หลายทางทั้งจากการค้ามนุษย์ ตัดไม้ผิดกฎหมาย ขายน้ำมันเถื่อน ไปจนถึงทำธุรกิจบังหน้า เช่น โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ท่องเที่ยว และกีฬา เป็นต้น กล่าวได้ว่าเป็น "องค์กรธุรกิจข้ามชาติ" ที่ดำเนินงานในกว่า 40 ประเทศ ทั้งในอเมริกาเหนือ ลาตินอเมริกา ยุโรป และเอเชีย ส่วนในเม็กซิโกเอง CJNG ก็มีเครือข่ายครอบคลุม 27 รัฐ จากทั้งหมด 32 รัฐทั่วประเทศ
นอกจากเครือข่ายค้ายายังไม่ล่มสลายแล้ว มีแนวโน้มว่าความรุนแรงจะปะทุขึ้นอีกครั้งไม่ช้าก็เร็ว เนื่องจากเหตุการณ์ในอดีตชี้ว่า เมื่อแก๊งค้ายาขาดผู้นำ จะเกิดความขัดแย้งกันเอง นำไปสู่สงครามแย่งชิงอำนาจภายในกลุ่ม ขณะที่แก๊งอื่นจะฉวยโอกาสขยายอิทธิพลในช่วงที่แก๊ง CJNG อ่อนแอลงชั่วคราว โดยเฉพาะอย่างยิ่งคู่อริอย่างแก๊งซินาโลอา ซึ่งจะนำไปสู่สงครามระหว่างแก๊งในที่สุด
นอกจากนี้ ด้วยความแข็งแกร่งของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนส่งยาเฟนทานิลเข้าสู่สหรัฐฯ ซึ่งเป็นปัญหาที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง ก็ไม่น่าจะลดลงในระยะยาวเพียงเพราะการสังหารผู้นำคนเดียว อย่างไรก็ดี ปฏิบัติการครั้งนี้ ซึ่งหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ มีส่วนร่วม ก็แสดงให้เห็นถึงบทใหม่ของความร่วมมือระหว่างเม็กซิโกกับสหรัฐฯ และในระยะยาวอาจได้เห็นความร่วมมือด้านข่าวกรองระหว่างสองประเทศมากขึ้น แต่ก็อาจก่อให้เกิดความตึงเครียดด้านอธิปไตย โดยสหรัฐฯ อาจมองว่าเป็นโอกาสทองในการกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเฟนทานิลให้สิ้นซาก และอาจพยายามกดดันรวมถึงแทรกแซงรัฐบาลเม็กซิโกมากขึ้น
แม้การโค่นผู้กุมบังเหียนแก๊งค้ายาทรงอิทธิพลของเม็กซิโกจะถูกมองว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญ แต่โครงข่ายผลประโยชน์ เครือข่ายการเงินนอกระบบ และสายสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ฝังรากลึกมิได้สลายไปพร้อมตัวบุคคล การกำจัดผู้นำอาจเป็นเพียง "ชัยชนะเชิงสัญลักษณ์" ความท้าทายต่อไปจึงไม่ได้มีเพียงการจัดการกับผู้สืบทอดอำนาจเท่านั้น หากยังอยู่ที่การขุดรากถอนโคนเครือข่ายการเงินสีเทาและทำลายเครือข่ายความสัมพันธ์กับกลุ่มนักการเมืองคอร์รัปชันให้สิ้นซาก มิฉะนั้นความรุนแรงและการช่วงชิงอำนาจจะหวนกลับมาเป็นวัฏจักรซ้ำเดิมโดยไร้จุดสิ้นสุด