เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (28 ก.พ.) สหรัฐอเมริกาและอิสราเอลได้ร่วมกันเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษโดยปฏิบัติการในครั้งนี้ส่งผลให้ อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิต
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ถือเป็นการเดิมพันนโยบายต่างประเทศครั้งใหญ่ที่สุดของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมักชูภาพลักษณ์ของตนเองว่าเป็น "ประธานาธิบดีแห่งสันติภาพ" และย้ำมาตลอดว่าต้องการแก้ปัญหาความขัดแย้งกับอิหร่านด้วยวิถีทางการทูต
แม้ทรัมป์ไม่ได้ชี้แจงเหตุผลอย่างเป็นรูปธรรมต่อชาวอเมริกันก่อนตัดสินใจลงมือ แต่ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ในระหว่างการแถลงนโยบายประจำปี (State of the Union) เมื่อวันอังคาร (24 ก.พ.) และผ่านข้อความวิดีโอเมื่อวันเสาร์ โดยสรุปวัตถุประสงค์หลัก ๆ ได้ดังนี้:
1. สกัดกั้นอิหร่านจากการครอบครองอาวุธนิวเคลียร์
ทรัมป์ย้ำจุดยืนเดิมว่าอิหร่านจะไม่มีวันได้รับอนุญาตให้ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ โดยผู้นำสหรัฐฯ เคยอ้างก่อนหน้านี้ว่าได้ทำลายล้างโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านไปแล้วในการโจมตีเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน แต่ล่าสุดในสัปดาห์นี้ เขากล่าวว่ารัฐบาลเตหะรานพยายามฟื้นฟูโครงการขึ้นมาใหม่ พร้อมระบุว่าหากอิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ในครอบครอง จะยิ่งสร้างความฮึกเหิมและเป็นอันตรายต่อโลกอย่างมหาศาล
แม้สำนักงานพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศ (IAEA) และหน่วยข่าวกรองสหรัฐฯ ต่างประเมินตรงกันว่า อิหร่านได้ระงับโครงการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ไปตั้งแต่ปี 2546 แต่อิหร่านยังคงอ้างสิทธิในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมเพื่อวัตถุประสงค์ทางพลเรือน ซึ่งชาติตะวันตกและ IAEA มองว่าระดับการผลิตในปัจจุบันนั้น "ไร้เหตุผลในทางพลเรือน" และดูเหมือนจะเป็นการเตรียมพร้อมเพื่อสร้างอาวุธมากกว่า
2. ยับยั้งโครงการขีปนาวุธ
ทรัมป์ชี้ให้เห็นถึงความก้าวหน้าของโครงการขีปนาวุธในอิหร่าน ซึ่งเขามองว่าเป็นภัยคุกคามที่เพิ่มขึ้นต่อสหรัฐฯ โดยระบุว่าอิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธพิสัยไกลที่สามารถโจมตีพันธมิตรในยุโรป ฐานทัพสหรัฐฯ ในต่างแดน และอาจรวมถึงมาตุภูมิสหรัฐฯ ในเร็ว ๆ นี้
โดยถึงแม้ทรัมป์ไม่ได้ให้รายละเอียดหลักฐานสนับสนุนข้ออ้างดังกล่าว แต่สื่อของรัฐบาลอิหร่านเคยรายงานว่าเตหะรานกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่มีพิสัยไกลถึงสหรัฐฯ จริง
3. กำจัดภัยคุกคามต่อชาวอเมริกันและพันธมิตร
ผู้นำสหรัฐฯ ระบุว่าเป้าหมายของการโจมตีคือการป้องกันตนเองและกำจัดภัยคุกคามที่จวนตัวจาก "ระบอบอิหร่าน" พร้อมย้อนรอยความขัดแย้งในอดีต ตั้งแต่การบุกยึดสถานทูตสหรัฐฯ ในเตหะรานเมื่อปี 2522 และจับตัวประกันชาวอเมริกันไว้นานถึง 444 วัน, เหตุโจมตีที่พักทหารเรือสหรัฐฯ ในเบรุตเมื่อปี 2526 โดยกลุ่มตัวแทนของอิหร่านซึ่งคร่าชีวิตเจ้าหน้าที่ไป 241 นาย ไปจนถึงเหตุการณ์โจมตีกองกำลังสหรัฐฯ และเส้นทางการเดินเรือสากลในตะวันออกกลางอีกนับครั้งไม่ถ้วนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และการที่อิหร่านให้การสนับสนุนกลุ่มฮามาสในการโจมตีอิสราเอลเมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2566
4. ตอบโต้การใช้ความรุนแรงต่อผู้ประท้วง
ทรัมป์กล่าวหาว่ารัฐบาลอิหร่านสังหารผู้ประท้วงในประเทศไปแล้วหลายหมื่นรายในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา แม้ตัวเลขจะยังไม่ได้รับการยืนยันแน่ชัด โดยกลุ่มสิทธิมนุษยชน HRANA ระบุตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ยืนยันได้อยู่ที่ 7,007 ราย ขณะที่ทางการอิหร่านแจ้งตัวเลขไว้ที่ 3,117 ราย
ทรัมป์ได้เรียกร้องให้ "ชาวอิหร่านผู้ภาคภูมิใจ" ลุกขึ้นต่อสู้และยึดอำนาจคืนจากผู้ปกครอง โดยกล่าวว่า "ค่ำคืนนี้คือโมงยามแห่งอิสรภาพของคุณ เมื่อเราเสร็จสิ้นภารกิจ จงเข้ายึดอำนาจรัฐบาล มันจะเป็นของพวกคุณ และนี่อาจเป็นโอกาสเดียวในรอบหลายชั่วอายุคน"
ทั้งนี้ ทรัมป์ ซึ่งเฝ้าติดตามปฏิบัติการจากรีสอร์ตมาร์-อา-ลาโก ในฟลอริดา ได้โพสต์ข้อความในช่วงบ่ายวันเสาร์ยืนยันว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน เสียชีวิตจากการโจมตีครั้งนี้ ซึ่งสอดคล้องกับถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ที่ระบุว่าอาคารที่พักของคาเมเนอีถูกทำลาย และเจ้าหน้าที่ระดับสูงของอิสราเอลเผยว่าพบร่างของเขาแล้ว ก่อนที่สื่อของรัฐบาลอิหร่านได้ออกมายืนยันการเสียชีวิตของผู้นำสูงสุดในเวลาต่อมา
นอกจากนี้ ทรัมป์ได้ทิ้งท้ายด้วยคำเตือนว่า "การโจมตีทางอากาศที่รุนแรงและแม่นยำจะดำเนินต่อไปอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งสัปดาห์ หรือนานเท่าที่จำเป็น เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์ในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้นทั่วตะวันออกกลางและทั่วโลก!"