กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันและพันธมิตร หรือโอเปกพลัส (OPEC+) มีมติเห็นชอบในวันนี้ (1 มี.ค.) ให้กลับมาเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันดิบอีกครั้งในเดือนหน้าที่ 206,000 บาร์เรลต่อวัน หลังจากสงครามในอิหร่านซึ่งมีชนวนเหตุมาจากการโจมตีของอิสราเอลและสหรัฐฯ มีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง
การประกาศดังกล่าวมีขึ้นภายหลังการประชุมผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิกหลัก ได้แก่ ซาอุดีอาระเบีย รัสเซีย อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ คูเวต คาซัคสถาน แอลจีเรีย และโอมาน เพื่อทบทวนสถานการณ์และแนวโน้มตลาดโลก
แถลงการณ์บนเว็บไซต์ของโอเปกระบุว่า "ทั้ง 8 ประเทศที่เข้าร่วมประชุมมีมติให้กลับมาทยอยลดการปรับลดการผลิตโดยสมัครใจจำนวน 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งประกาศไว้เมื่อเดือนเมษายน 2566 และตกลงที่จะปรับเพิ่มกำลังการผลิต 206,000 บาร์เรลต่อวัน"
แถลงการณ์ยังระบุเพิ่มเติมว่า แนวโน้มเศรษฐกิจโลกในขณะนี้มีความเสถียร และปัจจัยพื้นฐานของตลาดอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งสะท้อนได้จากปริมาณน้ำมันสำรองที่อยู่ในระดับต่ำ
ทั้งนี้ การทยอยนำกำลังการผลิตส่วนที่เคยตัดลดไป 1.65 ล้านบาร์เรลต่อวันกลับเข้าสู่ระบบ อาจดำเนินการเพียงบางส่วนหรือทั้งหมด โดยขึ้นอยู่กับสภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปและจะเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป
สำหรับการประชุมครั้งถัดไปของทั้ง 8 ประเทศจะมีขึ้นในวันที่ 5 เมษายน เพื่อตัดสินใจในขั้นตอนต่อไป โดยการเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนเมษายนนี้ คาดว่าจะเป็นการสิ้นสุดแผนการเพิ่มผลผลิตสำหรับไตรมาสแรกของปี 2569 ตามที่โอเปกได้วางแผนไว้
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า การประกาศเพิ่มการผลิตของโอเปกพลัสครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดรุนแรง หลังสหรัฐฯ และอิสราเอลปฏิบัติการร่วมโจมตีอิหร่าน ซึ่งสร้างความกังวลอย่างหนักเกี่ยวกับการหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเหล่านักวิเคราะห์ตลาดคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันจะพุ่งสูงขึ้นในวันจันทร์นี้