"เอกนิติ" แจงผลกระทบจากสงครามตอ.กลาง 5 ด้านยังขีดวงจำกัด มั่นใจศก.ไทยรับมือไหว

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมเพื่อประเมินสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รมว.แรงงาน ร่วมประชุมเพื่อประเมินผลกระทบต่อเสรษฐกิจไทย ทั้งด้านพลังงาน ด้านคมนาคมขนส่ง ด้านการค้าระหว่างประเทศ ด้านการท่องเที่ยว ด้านแรงงาน ภาคการเงินและตลาดทุน

โดยนายเอกนิติ กล่าวว่า ผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมี 5 ด้าน ได้แก่

- ด้านราคาพลังงานที่สูงขึ้น จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซ เพราะปริมาณน้ำมัน 20% ของน้ำมันทั่วโลกมาจากที่ดังกล่าว ดังนั้นจะเห็นว่าราคาพลังงานสูงขึ้น แต่ที่ประเมินแล้วสูงขึ้นระยะสั้น คือประมาณ 5% เพราะตลาดมีอุปทานส่วนเกินมาก ดังนั้นราคาน้ำมันจึงสูงขึ้นเล็กน้อย แต่เชื่อว่าในระยะสั้น จะสามารถดูแลไม่ให้เกิดผลกระทบกับประชาชนได้

โดยกระทรวงพลังงาน ได้เตรียมรองรับผลกระทบระยะสั้น โดยใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และน้ำมันสำรองที่มีเพียงพอ 60 วัน และยังมีเวลาเพียงพอในการหาตลาดใหม่

- ด้านการค้า ในด้านสินค้าและบริการ ได้รับผลกระทบทางตรงไม่มาก แต่อาจมีผลกระทบทางอ้อมในเรื่องค่าระวางเรือ ค่าขนส่ง

- ด้านการท่องเที่ยว ได้รับผลกระทบทางตรงไม่มาก มีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียงแค่ 4% ทั้งนี้ อาจจะทำให้ไทยสามารถคว้าโอกาสระยะยาว ด้วยการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เปลี่ยนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และประเทศไทย โดยจะเป็นกลยุทธ์ในระยะต่อไป

- ด้านตลาดเงินตลาดทุน ช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทย ขึ้นไป 17% แต่เมื่อเช้ามีรายงานว่าลดลงมา 2% เป็นการปรับลดลงเพียงเล็กน้อย ถือว่ามีเสถียรภาพ ขณะที่ไทยมีทุนสำรองจำนวนมากราว 3 แสนล้าน สามารถรองรับความเสี่ยงตลาดเงินและตลาดทุนได้ ส่วนทองคำได้รับผลกระทบไม่มาก

- ด้านแรงงาน นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในการดูแลคนไทยในตะวันออกกลาง

นายเอกนิติ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้วางกลยุทธ์ โดยต้องติดตามอย่างใกล้ชิด มอบหมายให้ตนทำงานร่วมกับให้เอกชนและกระทรวงต่าง ๆ เพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้ไทยสามารถคว้าโอกาสได้ ทั้งการการลงทุน การท่องเที่ยว การแพทย์ และอาหาร


ด้านนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ความขัดแย้งอิสราเอลกับอิหร่านมีผลกระทบทางตรงจำกัด ทั้งการค้า เพราะมีนำเข้า ส่งออกไม่มาก เป็นทางอิสราเอล 0.2% ของการส่งออกทั้งหมด และส่งออกไปอิหร่านเพียง 0.02% แต่ควรต้องเฝ้าระวัง เพราะภูมิภาคตะวันออกกลาง ยังมีมูลค่าการค้ากับไทย 4-5%

ขณะที่ผลกระทบทางอ้อม เรื่องการขนส่งไปยุโรปจะมีค่าระวางเรือเพิ่ม การเดินเรืออาจต้องอ้อมในเรื่องการขนส่ง โดยกระทรวงพาณิชย์มีมาตรการ 6 มาตรการดูแลติดตาม เช่น ดูแลราคาสินค้าไม่ให้ฉวยโอกาสขึ้นราคา ,จับตาแหล่งวัตถุดิบนำเข้าพลังงานจะทำงานร่วมเอกชน หาแหล่งวัตถุดิบใหม่ , ตั้งศูนย์รับข้อชี้แนะ ให้คำปรึกษาผู้ประกอบการ, การบริหารจัดการโลจิสติกส์ ขนส่งทางเรือ และการบริหารการทำงานร่วมกับทูตพาณิชย์ทั่วโลกให้ติดตามใกล้ชิด และรายงานสถานการณ์การค้า และจัดการได้ทันท่วงที เพื่อวิเคราะห์เงินเฟ้อ และค่าครองชีพ


นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประเมินผลกระทบราคาน้ำมันที่อาจส่งผลต่อ GDP ไทยไว้ 2 กรณี คือ หากสถานการณ์ความขัดแย้งสิ้นสุดภายใน 1 เดือน GDP ปีนี้จะเหลือโต 1.6% แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อไปกว่านั้น GDP อาจจะเหลือโต 1.3% จากเดิมที่เคยคาดไว้ 2%

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้สถานการณ์ที่เป็นไปได้มากที่สุด คือ สงครามสิ้นสุดใน 1 เดือน อาจมีเรื่องขนส่งน้ำมันผ่านฮอร์มุซ ทะเลแดง เป็นระยะสั้น ราคาน้ำมันตลาดโลกจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 95-105 เหรียญ/บาร์เรล