ภาวะตลาดเงินนิวยอร์ก: ดอลลาร์แข็งค่า หลังนักลงทุนแห่ถือสินทรัพย์ปลอดภัย

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักในการซื้อขายที่ตลาดปริวรรตเงินตรานิวยอร์กในวันศุกร์ (13 มี.ค.) และปรับตัวขึ้นเป็นสัปดาห์ที่ 2 ติดต่อกัน เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางทำให้นักลงทุนหันไปถือครองสินทรัพย์ปลอดภัย และกดดันสกุลเงินที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงาน เช่น เงินยูโร

ทั้งนี้ ดัชนีดอลลาร์ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของสกุลเงินดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน เพิ่มขึ้น 0.61% สู่ระดับ 100.357

ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 159.61 เยนในวันศุกร์ จากระดับ 159.31 เยนในวันพฤหัสบดี นอกจากนี้ ดอลลาร์สหรัฐยังแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 0.7899 ฟรังก์สวิส จากระดับ 0.7845 ฟรังก์สวิส และแข็งค่าขึ้นสู่ระดับ 1.3734 ดอลลาร์แคนาดา จากระดับ 1.3626 ดอลลาร์แคนาดา

ยูโรอ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.144 ดอลลาร์ในวันศุกร์ จากระดับ 1.1521 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี ขณะที่เงินปอนด์อ่อนค่าลงสู่ระดับ 1.3245 ดอลลาร์ จากระดับ 1.3356 ดอลลาร์

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ จะโจมตีอิหร่านอย่างหนักมากในช่วงสัปดาห์หน้า ไม่นานหลังจากที่สหรัฐฯ ออกมาตรการผ่อนผันบางส่วนเป็นเวลา 30 วัน สำหรับการซื้อน้ำมันรัสเซียที่ถูกคว่ำบาตร โดยหวังว่าจะช่วยบรรเทาราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้นจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิสราเอลกับอิหร่าน

การปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันอย่างรวดเร็วและยาวนานจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจของญี่ปุ่นและยูโรโซน ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบในสัดส่วนสูง ขณะที่สหรัฐฯ จะได้รับผลกระทบน้อยกว่า เนื่องจากเป็นผู้ส่งออกน้ำมันดิบสุทธิมาเกือบ 10 ปีแล้ว

นักวิเคราะห์กล่าวว่า นักลงทุนทั่วโลกกำลังลดการลงทุนข้ามพรมแดนและโยกเงินเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ขณะเดียวกันก็เทขายสกุลเงินของประเทศที่ต้องนำเข้าพลังงานสุทธิ

ด้านข้อมูลเศรษฐกิจที่เผยแพร่ในวันศุกร์ (13 มี.ค.) ระบุว่า การใช้จ่ายของผู้บริโภคในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาดเล็กน้อยในเดือนม.ค. ซึ่งเมื่อรวมกับเงินเฟ้อพื้นฐานที่ยังคงแข็งแกร่ง และสงครามในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ทำให้นักเศรษฐศาสตร์มองว่า ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจยังไม่กลับมาปรับลดอัตราดอกเบี้ยในระยะนี้

นักวิเคราะห์ระบุว่า ข้อมูลเงินเฟ้อจากดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลล่าสุดสะท้อนว่า ภาพรวมเงินเฟ้อของสหรัฐฯ ไม่ได้อยู่ในทิศทางที่ดีนัก แม้ก่อนเกิดวิกฤตในตะวันออกกลาง

เขากล่าวเพิ่มเติมว่า ปัญหาเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องเผชิญอยู่แล้วมีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น และมีความเป็นไปได้ว่าเฟดจะไม่ปรับลดอัตราดอกเบี้ยในปี 2569 และอาจเริ่มส่งสัญญาณการปรับขึ้นดอกเบี้ยในช่วงปลายปีนี้ด้วย

นักลงทุนกำลังรอการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสบดีหน้า ขณะที่นักลงทุนบางส่วนคาดว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นอาจผลักดันให้ ECB ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปีนี้