💥*ซาอุฯเตือนราคาน้ำมันพุ่งทะลุ $180 หากสงครามลากยาวถึงปลายเดือนเม.ย.

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานว่า เจ้าหน้าที่น้ำมันของซาอุดีอาระเบียเชื่อว่าราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งทะลุ 180 ดอลลาร์/บาร์เรล หากการทำสงครามระหว่างสหรัฐ-อิสราเอลและอิหร่านยืดเยื้อไปจนถึงปลายเดือนเมษายน

ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ซาอุฯ เปิดเผยว่า ขณะนี้ผู้ซื้อน้ำมันจากเอเชียบางรายได้ซื้อน้ำมันในราคา 125 ดอลลาร์/บาร์เรลแล้ว และคาดว่าราคาน้ำมันในระยะใกล้จะแตะระดับ 138-140 ดอลลาร์ หากตลาดยังคงมีความตึงตัว

นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่คาดว่าราคาน้ำมันจะแตะระดับ 150 ดอลลาร์ในช่วงต้นเดือนเมษายน และหากสงครามลากยาวถึงปลายเดือนเมษายน ก็จะทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแตะ 165-180 ดอลลาร์

วอลล์สตรีท เจอร์นัลระบุว่า ปัจจัยที่ผลักดันการคาดการณ์ราคาดังกล่าว ได้แก่:-

1) เกิดการขาดแคลนจริงในตลาดน้ำมัน ไม่ใช่เพียงแค่ปัจจัยความกลัวในตลาด ทำให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแย่งกันซื้อน้ำมัน ส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้น

2) การหยุดชะงักทั่วทั้งระบบพลังงานในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเกิดจากการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน การส่งออกที่ลดลงจากประเทศผู้ผลิตน้ำมัน และปัญหาการขนส่งทางเรือ ซึ่งต่างก็ทำให้อุปทานตึงตัวอย่างหนัก

3) ความเสี่ยงของช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ผู้ส่งออกน้ำมันไม่สามารถหาเส้นทางขนส่งทดแทนได้ และจะส่งผลให้ราคาพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

วอลล์สตรีท เจอร์นัลชี้ว่า มีเหตุผลหลายประการที่ทำให้ซาอุดีอาระเบียไม่ต้องการให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง ได้แก่:-

1) ความต้องการใช้น้ำมันทรุดตัวลง โดยเมื่อราคาอยู่ที่ 150 ดอลลาร์ ความต้องการใช้น้ำมันจะเริ่มลดลง และเมื่อราคาพุ่งแตะ 180 ดอลลาร์ ผู้บริโภคจะลดการใช้น้ำมัน ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่ออุปสงค์ในระยะยาว

2) ความเสี่ยงต่อการที่เศรษฐกิจโลกประสบภาวะถดถอย โดยราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อดีดตัวขึ้น และกดดันเศรษฐกิจทั่วโลก

3) ความเสี่ยงเชิงยุทธศาสตร์ต่อซาอุดีอาระเบีย ซึ่งแม้รายได้ระยะสั้นอาจเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับอุปสงค์ในระยะยาวที่ลดลง และความไม่มั่นคงของเศรษฐกิจในประเทศลูกค้า