ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตของอินเดียจาก HSBC ซึ่งรวบรวมโดยเอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) ร่วงลงสู่ระดับ 53.9 ในเดือนมี.ค. จากระดับ 56.9 ในเดือนก.พ. ซึ่งใกล้เคียงกับตัวเลขประมาณการเบื้องต้นที่ระดับ 53.8 โดยยอดคำสั่งซื้อใหม่ ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ที่สำคัญ รวมถึงปริมาณการผลิต ต่างขยายตัวในอัตราที่อ่อนแอที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี
ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว
ผลสำรวจซึ่งเผยแพร่ในวันนี้ (2 เม.ย.) ระบุว่า ภาคการผลิตของอินเดียในเดือนมี.ค. ขยายตัวในอัตราที่ชะลอตัวที่สุดในรอบเกือบ 4 ปี เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางได้สร้างความไม่แน่นอน ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงัก และส่งผลกระทบต่ออุปสงค์ ในขณะที่ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นได้ผลักดันให้ต้นทุนปัจจัยการผลิตพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย
"การหยุดชะงักที่เชื่อมโยงกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบสะเทือนไปทั่วเศรษฐกิจโลก และสร้างแรงกดดันต่อผู้ผลิตของอินเดีย" ปราณจุล ภัณฑารี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำอินเดียของ HSBC กล่าว
อย่างไรก็ดี ยอดคำสั่งซื้อเพื่อการส่งออกกลับพุ่งทะยานขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนในเดือนมี.ค. ที่ผ่านมา
ในด้านระดับราคานั้น ภาคธุรกิจต้องเผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เดือนส.ค. 2565 โดยราคาอะลูมิเนียม เคมีภัณฑ์ เชื้อเพลิง และเหล็กกล้า ล้วนปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ทว่าแม้ต้นทุนปัจจัยการผลิตจะพุ่งสูงขึ้น แต่บริษัทต่าง ๆ กลับปรับขึ้นราคาขายในอัตราที่ช้าที่สุดในรอบ 2 ปี
ด้านการจ้างงานยังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่งในเดือนมี.ค. โดยพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบ 7 เดือน เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ มีการจ้างพนักงานเพิ่มเพื่อสะสางงานที่ค้างอยู่และรองรับแผนการขยายธุรกิจ
ขณะเดียวกัน ความเชื่อมั่นของผู้ประกอบการต่อการดำเนินธุรกิจในปีข้างหน้ายังคงอยู่ในทิศทางบวก โดยความเชื่อมั่นปรับตัวแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ค. 2567 จากความคาดหวังถึงความแข็งแกร่งของภาคการเกษตรและการขยายกำลังการผลิต