ภาวะตลาดเงินบาท: ปิด 32.75 อ่อนค่าสอดคล้องภูมิภาค กังวลสงครามยืดเยื้อ-ราคาทองร่วง คาดกรอบพรุ่งนี้ 32.60-32.90

          นักบริหารเงินจากธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า เงินบาทปิดตลาดเย็นนี้ อยู่ที่ระดับ 32.75 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าจาก
ช่วงเช้าที่เปิดตลาดที่ระดับ 32.60 บาท/ดอลลาร์
          ระหว่างวันเงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบ 32.52 - 32.81 บาท/ดอลลาร์ โดยเป็นการอ่อนค่าตามทิศทางของสกุลเงินอื่นใน
ภูมิภาค ซึ่งเป็นผลจากการแถลงของประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ยังคงขู่จะโจมตีอิหร่านต่อไปในช่วง 2-3 สัปดาห์นี้ ส่งผลให้เงินดอลลาร์ฯ แข็ง
ค่าเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลอื่น ประกอบกับราคาน้ำมันตลาดโลกยังปรับเพิ่มขึ้น ในขณะที่ทองโลกปรับตัวลง
          ส่วนคืนนี้ มีข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ตลาดรอติดตาม คือ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ พร้อมกับการติดตามข่าว
พัฒนาการสู้รบในตะวันออกกลาง ที่ยังคงเป็นปัจจัยหลักในการขับเคลื่อนค่าเงินในช่วงนี้   
          นักบริหารเงิน คาดว่า พรุ่งนี้เงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบ 32.60 - 32.90 บาท/ดอลลาร์

          * ปัจจัยสำคัญ 
          - เงินเยน อยู่ที่ระดับ 159.62 เยน/ดอลลาร์ จากช่วงเช้าที่ระดับ 158.90 เยน/ดอลลาร์
          - เงินยูโร อยู่ที่ระดับ 1.1520 ดอลลาร์/ยูโร จากช่วงเช้าที่ระดับ 1.1570 ดอลลาร์/ยูโร
          - ดัชนี SET ปิดที่ 1,465.72 จุด ลบ 5.27 จุด (-0.36%) มูลค่าซื้อขายราว 55,258.53 ล้านบาท
          - สรุปปริมาณการซื้อขายรายกลุ่ม ต่างชาติซื้อสุทธิ 2,056.53 ล้านบาท
          - ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจพฤติกรรมการใช้จ่ายของผู้บริโภคในช่วง
เทศกาลสงกรานต์ ปี 2569 โดยพบว่า สงกรานต์ปีนี้ คาดว่าจะมีเม็ดเงินสะพัดทั่วประเทศ 129,649 ล้านบาท ลดลง 3.7% จากปีก่อน 
ส่วนหนึ่งได้รับผลจากสถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นมาก และมีผลกระทบให้ราคาสินค้าแพงขึ้น
          - ม.หอการค้าไทย ระบุ หากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง สามารถจบได้ภายใน 3 เดือน หรือไม่เกินไตรมาส 2 
ของปีนี้ เศรษฐกิจไทยปี 69 คาดว่าจะเติบโตได้ 1% จากเดิมที่เคยคาดการณ์ไว้ที่โต 2% แต่หากสงครามจบใน 6 เดือน หรือช่วงไตร
มาส 3 ของปีนี้ เศรษฐกิจไทยจะหดตัว เหลือ -0.3% และกรณีสุดท้าย หากสงครามลากยาวไปจนถึงไตรมาส 4 หรือยังมีการสู้รบกันตลอด
จนถึงสิ้นปีนี้ ก็คาดว่าเศรษฐกิจจะติดลบ -1.6% โดยโอกาสที่สงครามจะจบภายในไตรมาส 2 ปีนี้ น่าจะมีความเป็นไปได้มากที่สุด
          - ม.หอการค้าไทย ชี้ว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังอยู่ในระดับที่มี Stagflationary Pressure ยังไม่ใช่ Full 
Stagflation โดยปีนี้ ยังไม่น่าจะเกิด stagflation ได้ง่ายถ้าสงครามจบลงภายในไตรมาส 2 แต่หากสงครามจบในไตรมาส 4 
เศรษฐกิจ อาจจะเห็นเศรษฐกิจไทยเริ่มติดลบหนักขึ้น และเงินเฟ้อเริ่มสูงขึ้น ซึ่งจะมีความเสี่ยงมากขึ้น
          - อิหร่านได้ออกมาขู่ในวันนี้ (2 เม.ย.) ว่าจะเปิดฉากโจมตีสหรัฐอเมริกา และอิสราเอล ให้ "พินาศ" หลังจากที่
ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศกร้าวว่าจะถล่มอิหร่านให้กลับไปสู่ "ยุคหิน" ซึ่งความเคลื่อนไหวดังกล่าวมีขึ้น หลังปธน.
สหรัฐฯ แถลงข่าวเพื่อให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการทำสงครามอิหร่าน ในช่วงเช้าวันนี้ โดยทรัมป์คาดการณ์ว่า สงครามจะดำเนินต่อไปอีก
ประมาณ 2-3 สัปดาห์ แต่ก็ถือว่าสงครามใกล้จะสิ้นสุดแล้ว
          - ธนาคารกลางรายใหญ่ทั่วโลก ยังคงใช้นโยบายการเงินอย่างระมัดระวังในเดือนมี.ค. โดยส่วนใหญ่ตัดสินใจคงอัตรา
ดอกเบี้ย ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงครามในตะวันออกกลาง ที่กดดันแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ทั้งในด้านเงินเฟ้อที่ยังมีความเสี่ยงสูง 
และการเติบโตที่ชะลอตัว
          - นายกรัฐมนตรี ออสเตรเลียประกาศว่า รัฐบาลจะปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ย 0% จำนวน 1,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย แก่
ธุรกิจน้ำมันเชื้อเพลิง และปุ๋ย รวมถึงห่วงโซ่อุปทานสำคัญที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง หลังจากรัฐและเขต
ปกครองตนเอง เห็นพ้องลดภาษีการขายน้ำมันลงอีก
          - สถาบันเศรษฐกิจชั้นนำ 5 แห่งของเยอรมนี ซึ่งรวมถึง Ifo ได้ปรับลดคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเยอรมนีใน
ปี 2569 ลงเหลือเพียง 0.6% เนื่องจากวิกฤตราคาพลังงาน ซึ่งมีสาเหตุมาจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลาง กำลังส่งผลกระทบ
อย่างหนักต่อเศรษฐกิจของเยอรมนี ซึ่งใหญ่ที่สุดในยุโรป
          - ผลสำรวจนักเศรษฐศาสตร์ล่าสุดชี้ว่า เศรษฐกิจจีนมีแนวโน้มขยายตัวเร็วขึ้นในไตรมาสแรก โดยยังสามารถรับมือกับแรงกด
ดันจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่านได้จนถึงขณะนี้ สำหรับทั้งปีนั้น ผลสำรวจจากนักวิเคราะห์ 24 รายคาดว่า เศรษฐกิจจีนจะ
ขยายตัวเฉลี่ย 4.6% ในปีนี้ ลดลงจาก 5% ในปีที่ผ่านมา