เจาะสาเหตุ ทำไมโต๊ะเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่านล่ม? และจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป?

การเจรจาระหว่างคณะผู้แทนของสหรัฐอเมริกากับอิหร่านในวันเสาร์ที่ 11 เมษายน 2569 ณ กรุงอิสลามาบัด ประเทศปากีสถาน เกิดขึ้นท่ามกลางการจับตามองของทั่วโลก

แม้ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายที่การเจรจาครั้งนี้จะไร้ข้อตกลง แต่การกลับบ้านมือเปล่าของคณะผู้แทนทั้งสองฝ่ายก็ได้สร้างความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนของการหยุดยิง ซึ่งรวมถึงข้อถกเถียงที่ว่าการหยุดยิงครอบคลุมถึงเลบานอนหรือไม่ และความไม่แน่นอนในช่องแคบฮอร์มุซ

ในช่วงแรกมีรายงานว่า การเจรจาซึ่งเริ่มต้นขึ้นในเวลา 13.00 น. ตามเวลาท้องถิ่น และกินเวลายาวนานกว่า 14 ชั่วโมง จะขยายออกไปอีกหนึ่งวัน ตามข้อเสนอของปากีสถานและด้วยความยินยอมของทั้งสองฝ่าย โดยสื่ออิหร่านรายงานว่า สาเหตุของการขยายเวลาเกิดจาก "ข้อเรียกร้องที่ไร้เหตุผลและเกินขอบเขต" ของสหรัฐฯ ขณะที่คณะผู้แทนอิหร่านยังคงยืนกรานที่จะรักษาผลประโยชน์แห่งชาติ ทำให้ทางปากีสถานเสนอให้จัดการเจรจาเพิ่มอีกหนึ่งรอบในวันอาทิตย์ที่ 12 เมษายน ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างเห็นพ้อง

อย่างไรก็ดี เจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงในช่วงเช้าวันอาทิตย์ว่า คณะผู้แทนเจรจาของสหรัฐฯ กำลังจะเดินทางออกจากประเทศปากีสถาน หลังจากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ ภายหลังการเจรจามาราธอนที่กินเวลายาวนาน 21 ชั่วโมง

"ข่าวร้ายคือเรายังไม่สามารถบรรลุข้อตกลงกันได้ และผมคิดว่านี่เป็นข่าวร้ายสำหรับอิหร่านมากกว่าจะเป็นข่าวร้ายของสหรัฐอเมริกา" แวนซ์กล่าว "ดังนั้นเราจะเดินทางกลับสหรัฐฯ โดยที่ยังไม่มีการบรรลุข้อตกลง"


เกิดอะไรขึ้นในการเจรจา?

การเจรจาครั้งประวัติศาสตร์นี้เกิดขึ้นภายใต้เงื่อนไขการหยุดยิงระยะเวลา 2 สัปดาห์ และทิ้งระยะห่างกว่าหนึ่งเดือนหลังจากสหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางทหารต่ออิหร่าน

รองปธน.แวนซ์กล่าวเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในระหว่างการเจรจา โดยยืนยันว่าฝ่ายสหรัฐฯ ได้ยื่น "ข้อเสนอสุดท้ายที่ดีที่สุด" ไปแล้วหลังจากมีการหารือด้วยความจริงใจ แต่อิหร่านเลือกที่จะปฏิเสธ

"เราได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนว่าเส้นแดงของเราอยู่ตรงไหน" แวนซ์แถลงกับผู้สื่อข่าว "และสิ่งใดที่เราพร้อมจะผ่อนปรนให้ แต่พวกเขาเลือกที่จะไม่รับเงื่อนไขของเรา"

แวนซ์เผยด้วยว่า เขาได้ติดต่อสื่อสารกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และคณะทำงานในสหรัฐฯ โดยระบุว่าเขาได้พูดคุยกับปธน.ทรัมป์อย่างน้อยถึงหกครั้งตลอดช่วงเวลาของการเจรจา

ด้านเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน เปิดเผยว่า การเจรจาเกิดขึ้นท่ามกลางบรรยากาศของความไม่ไว้วางใจ และไม่ควรคาดหวังว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ภายในครั้งเดียว

"เป็นเรื่องธรรมดา เราไม่ควรคาดหวังตั้งแต่ต้นอยู่แล้วว่าจะบรรลุข้อตกลงได้ภายในครั้งเดียว และก็ไม่มีใครคาดหวังเช่นนั้น" สำนักข่าว Mehr ของอิหร่านรายงานคำกล่าวของโฆษก กต.


โครงการนิวเคลียร์-ช่องแคบฮอร์มุซ 2 ประเด็นขัดแย้งสำคัญที่ยังไร้ทางออก

รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวว่า อิหร่านเลือกที่จะไม่ยอมรับเงื่อนไขของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงการไม่สร้างอาวุธนิวเคลียร์ พร้อมกล่าวเสริมว่า ขณะนี้โรงงานเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่านได้ถูกทำลายลงแล้ว ทำให้จุดพิจารณาสำคัญของการเจรจาเปลี่ยนไปอยู่ที่การผลักดันให้อิหร่านให้คำมั่นสัญญาระยะยาวว่าจะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์อีก

อันที่จริงแล้ว ทางตันที่แวนซ์เผชิญในการเจรจารอบล่าสุดนี้ ไม่ต่างจากอุปสรรคที่ทำให้การเจรจาระหว่างสองฝ่ายล้มเหลวเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ซึ่งในเวลานั้น อิหร่านเสนอที่จะ "ระงับ" การดำเนินการทางนิวเคลียร์เป็นเวลาสองสามปี แต่ไม่ยอมสละคลังยูเรเนียมเกรดผลิตอาวุธ หรือละทิ้งความสามารถในการเสริมสมรรถนะยูเรเนียมในดินแดนของตนอย่างถาวร โดยอิหร่านถือว่านั่นเป็นสิทธิ์ของตนในฐานะผู้ลงนามในสนธิสัญญาไม่แพร่ขยายอาวุธนิวเคลียร์ (NPT) ขณะที่ฝ่ายอเมริกาก็มองว่านี่คือสัญญาณว่าอิหร่านต้องการเตรียมพร้อมสำหรับการสร้างอาวุธนิวเคลียร์อยู่เสมอ

แวนซ์กล่าวว่า คำถามสำคัญในตอนนี้คือ อิหร่านพร้อมที่จะแสดงเจตจำนงอย่างยั่งยืนที่จะละเว้นจากการแสวงหาขีดความสามารถทางนิวเคลียร์หรือไม่ ไม่ใช่แค่ในระยะสั้น แต่ต้องรวมถึงในอีกหลายปีข้างหน้าด้วย

"ความจริงคือ เราเพียงต้องการเห็นความมุ่งมั่นที่ชัดเจนว่าพวกเขาจะไม่แสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ และไม่แสวงหาเครื่องมือที่จะช่วยให้เข้าถึงอาวุธนิวเคลียร์ได้อย่างรวดเร็ว นั่นคือเป้าหมายหลักของประธานาธิบดีสหรัฐฯ" รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าว

ด้านอิหร่านแถลงว่า ทั้งสองฝ่ายมีความเข้าใจตรงกันในหลายเรื่อง แต่ยังมีความเห็นต่างใน 2-3 ประเด็นที่สำคัญ ส่งผลให้การหารือที่กรุงอิสลามาบัดในครั้งนี้ยังไม่สามารถนำไปสู่การตกลงร่วมกัน

โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า หัวข้อที่หารือกันรวมถึงเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ ประเด็นนิวเคลียร์ ค่าปฏิกรรมสงคราม การยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร และการยุติสงครามต่ออิหร่านอย่างสมบูรณ์

ขณะที่สื่ออิหร่านรายงานโดยอ้างแหล่งข่าววงในว่า แม้จะมีความคืบหน้าในเบื้องต้นจากการหารือของทีมผู้เชี่ยวชาญทั้งสองฝ่าย แต่คณะผู้แทนยังคงมีความขัดแย้งที่ "รุนแรง" ในประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ รวมถึงประเด็นอื่น ๆ โดยสหรัฐฯ ยังไม่ยอมเปลี่ยนแปลงข้อเรียกร้องที่เกินขอบเขต

"ขณะนี้ลูกบอลไปอยู่ในแดนของสหรัฐฯ แล้ว ที่จะต้องละทิ้งข้อเรียกร้องที่เกินพอดี และเปลี่ยนแนวทางที่ทะเยอทะยานให้กลายเป็นความจริงมากขึ้น" สื่ออิหร่านระบุ

จะเกิดอะไรขึ้นต่อจากนี้ สหรัฐฯ จะกลับไปทำสงครามต่อหรือไม่?

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า ต้องรอการตัดสินใจจากปธน.ทรัมป์ ซึ่งอยู่ระหว่างการเดินทางไปชมการแข่งขัน UFC ที่รัฐฟลอริดาในช่วงสุดสัปดาห์ เพื่อประกาศก้าวต่อไปของรัฐบาล

อำนาจต่อรองหลักของทรัมป์ในตอนนี้คือการขู่ว่าจะกลับมาใช้มาตรการทางทหารเต็มรูปแบบอีกครั้ง โดยข้อตกลงหยุดยิงชั่วคราว 2 สัปดาห์กำลังจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 เมษายนนี้

อย่างไรก็ตาม แม้การขู่จะถูกนำมาใช้ แต่ในทางการเมืองแล้ว มันไม่ใช่ทางเลือกที่ดูดีนักสำหรับทรัมป์ และอิหร่านเองก็รู้เรื่องนี้ดี

การประกาศหยุดยิงของทรัมป์เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ส่วนหนึ่งก็เพื่อบรรเทาความเสียหายจากการสูญเสียปริมาณน้ำมันดิบ 20% ของโลก ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น และเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าสำคัญ เช่น ปุ๋ย และฮีเลียมสำหรับการผลิตเซมิคอนดักเตอร์

หากสงครามกลับมาปะทุอีกครั้ง ตลาดหุ้นมีแนวโน้มจะร่วงหนัก ภาวะขาดแคลนจะรุนแรงขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งแตะ 3.3% อยู่แล้ว ก็จะเพิ่มสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ความล้มเหลวครั้งนี้ส่งผลให้รัฐบาลสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องเผชิญกับทางเลือกที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ไม่ว่าจะเป็นการเจรจาที่ยืดเยื้อกับรัฐบาลเตหะรานเกี่ยวกับอนาคตของโครงการนิวเคลียร์ หรือการกลับเข้าสู่ภาวะสงครามอีกครั้ง

หากย้อนกลับไปในอดีต ข้อตกลงสำคัญครั้งล่าสุดระหว่างเตหะรานกับวอชิงตันเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของประธานาธิบดีบารัค โอบามา ซึ่งต้องใช้เวลาเจรจานานถึง 2 ปี และเต็มไปด้วยการประนีประนอม ซึ่งรวมถึงการอนุญาตให้อิหร่านเก็บคลังนิวเคลียร์ไว้จำนวนเล็กน้อย และค่อย ๆ ยกเลิกข้อจำกัดต่ออิหร่านจนถึงปี 2573

แต่สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดจากการพบกันรอบล่าสุดนี้คือ ยังไม่มีฝ่ายใดที่อยู่ในอารมณ์ของการ "ประนีประนอม" โดยทั้งสองฝ่ายต่างเชื่อว่าตนเองเป็นผู้ชนะในยกแรก สหรัฐฯ มั่นใจในแสนยานุภาพของตนเองที่สามารถถล่มอิหร่านเสียหายอย่างหนัก ส่วนอิหร่านก็เชื่อมั่นในความแข็งแกร่งของตนที่สามารถเอาตัวรอดมาได้จนถึงตอนนี้ พร้อมตั้งมั่นที่จะแสดงให้เห็นว่า ไม่มีอาวุธยุทโธปกรณ์ใดของอเมริกาที่จะสามารถบีบบังคับให้พวกเขายอมถอยได้