ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ใกล้หลุดระดับ 95 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI หลุดระดับ 93 ดอลลาร์ ท่ามกลางความคาดการณ์ที่ว่าสหรัฐและอิหร่านจะกลับมาเจรจาสันติภาพภายในสัปดาห์นี้ หลังจากประสบความล้มเหลวในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังถูกกดดันจากการที่สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตือนว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกจะลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
ณ เวลา 21.21 น.ตามเวลาไทย ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ส่งมอบเดือนพ.ค. ลบ 6.60 ดอลลาร์ หรือ 6.50% สู่ระดับ 92.48 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนราคาน้ำมันดิบเบรนท์ ลบ 4.16 ดอลลาร์ หรือ 4.29% สู่ระดับ 95.20 ดอลลาร์/บาร์เรล
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานวานนี้โดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า คณะเจรจาของสหรัฐและอิหร่านอาจกลับไปยังกรุงอิสลามาบัดอีกครั้งภายในสัปดาห์นี้เพื่อเปิดการเจรจาอีกครั้งหนึ่ง หลังจากการเจรจารอบล่าสุดสิ้นสุดลงโดยยังไม่มีความคืบหน้า
รายงานระบุว่า ผู้ไกล่เกลี่ยจากปากีสถาน อียิปต์ และตุรกีกำลังพยายามรื้อฟื้นการเจรจาก่อนที่ข้อตกลงหยุดยิงจะสิ้นสุดลงในวันที่ 21 เม.ย.
'เราไม่ได้อยู่ในภาวะชะงักงันโดยสิ้นเชิง ประตูยังไม่ปิด ทั้งสองฝ่ายยังคงต่อรองกันอยู่' แหล่งข่าวในภูมิภาคระบุ
IEA ออกคำเตือนถึงวิกฤตพลังงานที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยคาดว่าความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกในปี 2569 จะลดลงเฉลี่ย 80,000 บาร์เรล/วัน จากเดิมที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น 730,000 บาร์เรล/วัน ขณะที่สงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่านส่งผลกระทบต่อภาพรวมเศรษฐกิจโลก
IEA ระบุว่า ความต้องการใช้น้ำมันจะลดลงมากถึง 1.5 ล้านบาร์เรล/วันในไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งถือเป็นการลดลงที่รุนแรงที่สุดนับตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 และเมื่อภาวะขาดแคลนน้ำมันและราคาที่สูงขึ้นยังคงดำเนินต่อไป ปรากฏการณ์ "การทำลายอุปสงค์" (demand destruction) มีแนวโน้มที่จะลุกลามออกไป
รายงานยังระบุว่า อุปทานน้ำมันทั่วโลกลดลงมากถึง 10.1 ล้านบาร์เรล/วัน อยู่ที่ 97 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนมี.ค. โดยสาเหตุหลักมาจาก การโจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานในตะวันออกกลาง และอุปสรรคในการเดินเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งนำไปสู่การหยุดชะงักของอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์
ทั้งนี้ รายงานประจำเดือนเม.ย.ของ IEA ที่มีการเผยแพร่ในวันนี้ ระบุว่า อุปทานน้ำมันทั่วโลกกำลังเผชิญกับภาวะชะงักงันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ โดยการหยุดชะงักของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ปริมาณการขนส่งน้ำมันลดลงจาก 20 ล้านบาร์เรล/วันในเดือนก.พ. เหลือเพียง 3.8 ล้านบาร์เรล/วันในช่วงต้นเดือนเม.ย.
กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เปิดเผยรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก (WEO) ในวันนี้ โดยคาดว่าเศรษฐกิจโลกจะมีการขยายตัวเพียง 3.1% ในปี 2569 จากเดิมคาดการณ์ในเดือนม.ค.ที่ระดับ 3.3% โดยได้รับผลกระทบจากการทำสงครามระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
สำหรับปี 2570 IMF ยังคงคาดการณ์การขยายตัวที่ระดับ 3.2%
IMF ระบุว่า การคาดการณ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้สมมติฐานที่ว่า สงครามอิหร่านจะมีระยะเวลา ความรุนแรง และขอบเขตที่จำกัด และผลกระทบจะค่อย ๆ คลี่คลายลงภายในกลางปี 2569 ขณะที่ราคาพลังงานจะเพิ่มขึ้นประมาณ 19% ในปีนี้
อย่างไรก็ดี หากสถานการณ์มีความรุนแรงมากขึ้น ทำให้ธนาคารกลางต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมเงินเฟ้อ การเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงเหลือเพียง 2% ในปี 2569 และ 2570