เอสแอนด์พี โกลบอล (S&P Global) เปิดเผยผลสำรวจในวันนี้ (6 พ.ค.) ว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหราชอาณาจักร (UK) ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 52.7 ในเดือนเม.ย. จากระดับ 50.5 ในเดือนมี.ค. ซึ่งสูงกว่าตัวเลขประเมินขั้นต้นที่ระดับ 52.0
ทั้งนี้ ดัชนี PMI ที่ระดับสูงกว่า 50 บ่งชี้ว่ากิจกรรมทางธุรกิจอยู่ในภาวะขยายตัว ส่วนดัชนีที่ต่ำกว่า 50 บ่งชี้ว่าอยู่ในภาวะหดตัว
ผลสำรวจระบุว่า บริษัทภาคบริการของ UK เผชิญกับแรงกดดันด้านต้นทุนที่พุ่งทะยานขึ้นรุนแรงที่สุดในรอบ 3 ปีครึ่ง โดยกว่าครึ่งหนึ่งของบริษัทรายงานว่าภาระต้นทุนเฉลี่ยปรับตัวสูงขึ้นในเดือนเม.ย. ซึ่งเป็นผลพวงจากสงครามอิหร่านที่ดันให้ราคาเชื้อเพลิงและวัตถุดิบพุ่งกระฉูด
ข้อมูลจาก S&P Global ระบุว่า ดัชนีอัตราเงินเฟ้อด้านราคาปัจจัยการผลิตสำหรับบริษัทภาคบริการพุ่งขึ้นแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย. 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ได้รับผลกระทบจากการที่รัสเซียเปิดฉากบุกโจมตียูเครนเต็มรูปแบบ โดยบริษัทต่าง ๆ ระบุว่า ค่าขนส่งและค่าจ้างที่สูงขึ้นล้วนเป็นปัจจัยหนุนให้ต้นทุนพุ่งทะยาน ขณะเดียวกัน ราคาที่ภาคธุรกิจเรียกเก็บจากลูกค้าก็ปรับตัวขึ้นในอัตราที่รวดเร็วที่สุดในรอบกว่า 3 ปี เนื่องจากมีการผลักภาระต้นทุนเชื้อเพลิงที่แพงขึ้นไปให้ผู้บริโภค
สำหรับความเชื่อมั่นทางธุรกิจในช่วงหนึ่งปีข้างหน้าปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อยในเดือนเม.ย. จากระดับต่ำสุดในรอบ 9 เดือนเมื่อเดือนมี.ค. แต่บรรดาบริษัทยังคงกังวลเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจและแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เกิดจากภาวะสงคราม
แม้การจ้างงานหดตัวติดต่อกันเป็นเดือนที่ 19 แต่อัตราการลดตำแหน่งงานชะลอตัวลงแตะระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. โดยบริษัทระบุว่าส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการไม่จ้างพนักงานใหม่ทดแทนผู้ที่สมัครใจลาออก ความกังวลเรื่องต้นทุนที่พุ่งสูง และผลกระทบของความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่กดดันดีมานด์ทั้งในและต่างประเทศให้ซบเซาลง
ขณะเดียวกัน ดัชนี PMI รวมภาคการผลิต-ภาคบริการขั้นสุดท้าย ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 52.6 ในเดือนเม.ย. จากระดับประเมินขั้นต้นที่ 52.0 และฟื้นตัวขึ้นจากระดับต่ำสุดในรอบ 6 เดือนที่ 50.3 ในเดือนมี.ค.