ตลาดหุ้นลอนดอนปิดบวกในวันจันทร์ (18 พ.ค.) โดยได้แรงหนุนจากหุ้นกลุ่มพลังงานที่ปรับตัวขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ ขณะที่ดัชนีหุ้นขนาดกลางซึ่งสะท้อนเศรษฐกิจภายในประเทศมากกว่า เคลื่อนไหวซบเซา ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อและอนาคตทางการเมืองของนายกรัฐมนตรีเคียร์ สตาร์เมอร์
ทั้งนี้ ดัชนี FTSE 100 ปิดที่ 10,323.75 จุด เพิ่มขึ้น 128.38 จุด หรือ +1.26%
รองนายกรัฐมนตรีของสตาร์เมอร์กล่าวว่า เขาจะไม่กำหนดกรอบเวลาสำหรับการลาออกของสตาร์เมอร์ แม้สมาชิกพรรคบางส่วนจะเรียกร้องให้เขาลาออก ขณะที่สตาร์เมอร์ยืนยันว่า จะยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่ของตนต่อไป
นายกรัฐมนตรีอังกฤษยังคงยืนกรานไม่ลาออก แม้เผชิญแรงกดดันอย่างหนัก หลังพรรคทำผลงานย่ำแย่ในการเลือกตั้งท้องถิ่นเมื่อต้นเดือนนี้
เมื่อสัปดาห์ก่อน แอนดี เบิร์นแฮม นายกเทศมนตรีเมืองเกรเทอร์แมนเชสเตอร์ กล่าวว่า เขาจะลงชิงที่นั่งในรัฐสภาที่กำลังว่างลง หลังสมาชิกพรรคคนหนึ่งตัดสินใจลาออก เปิดทางให้เขาสามารถท้าชิงตำแหน่งผู้นำพรรคแรงงานจากสตาร์เมอร์ได้
นักลงทุนกังวลว่า หากเบิร์นแฮมขึ้นมามีบทบาทมากขึ้น อาจนำไปสู่ช่วงเวลาที่รัฐบาลใช้จ่ายและกู้ยืมเพิ่มขึ้น ซึ่งจะยิ่งสร้างแรงกดดันต่อฐานะการคลังของอังกฤษที่ตึงตัวอยู่แล้ว
ขณะเดียวกัน ความกังวลเรื่องเงินเฟ้อยังคงกดดันตลาด หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังคงหยุดชะงัก และราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูง
สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ปรับตัวขึ้น 1.6% โดยความกังวลเกี่ยวกับการหยุดชะงักด้านอุปทานจากสงครามอิหร่าน ได้หักล้างแรงกดดันจากรายงานข่าวที่ระบุว่า สหรัฐฯ ยอมผ่อนผันมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันดิบอิหร่านเป็นการชั่วคราว ส่งผลให้หุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้น 2.9%
หุ้นกลุ่มผู้สร้างบ้านปรับตัวลง 0.5% หลัง Rightmove เว็บไซต์อสังหาริมทรัพย์เปิดเผยว่า ราคาขายบ้านในอังกฤษเดือนพ.ค. ปรับตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี
ส่วนหุ้นกลุ่มธนาคารปรับตัวขึ้น 1% หลังกระทรวงการคลังอังกฤษเปิดเผยแผนปรับเปลี่ยนกฎการแยกธุรกิจธนาคาร (ring-fencing) ซึ่งระบุว่าจะช่วยให้ระบบมีความยืดหยุ่นและเหมาะสมมากขึ้น