ดัชนีดาวโจนส์พุ่งขึ้นกว่า 200 จุดในวันนี้ ซึ่งเป็นการซื้อขายวันสุดท้ายของเดือนพ.ค. ขานรับราคาน้ำมันร่วง หลังมีความคืบหน้าในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐและอิหร่าน
ณ เวลา 20.48 น.ตามเวลาไทย ดัชนีดาวโจนส์บวก 222.67 จุด หรือ 0.44% สู่ระดับ 50,891.64 จุด
ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทปรับตัวอย่างแข็งแกร่งในเดือนพ.ค. โดยดัชนีดาวโจนส์มีแนวโน้มพุ่งขึ้น 2% ขณะที่ดัชนี S&P 500 และ Nasdaq ทะยานขึ้น 5% และ 8% ตามลำดับ
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกร่วงลงในวันนี้ โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์หลุดระดับ 92 ดอลลาร์/บาร์เรล ขณะที่ราคาน้ำมัน WTI ใกล้หลุด 87 ดอลลาร์ หลังมีรายงานว่าสหรัฐและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงขยายเวลาหยุดยิง
ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ดิ่งลง 10.5% ในสัปดาห์นี้ ซึ่งเป็นการทรุดตัวลงหนักที่สุดนับตั้งแต่สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 6 เม.ย. ขณะที่น้ำมันดิบ WTI ร่วงลง 9.2% ซึ่งเป็นการดิ่งลงรายสัปดาห์มากที่สุดนับตั้งแต่สัปดาห์ที่สิ้นสุดวันที่ 13 เม.ย.
ทั้งนี้ แหล่งข่าวเปิดเผยกับสำนักข่าวรอยเตอร์ว่า สหรัฐและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงเมื่อวานนี้ (28 พ.ค.) ในการขยายเวลาหยุดยิงเป็นเวลา 60 วัน และยกเลิกข้อจำกัดในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐ ยังไม่ได้อนุมัติข้อตกลงดังกล่าว และสื่อทางการของอิหร่านระบุว่าข้อตกลงยังไม่ได้ข้อสรุปในขั้นสุดท้าย
นางเคต มัวร์ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการลงทุนของซิตี้ เวลธ์ เชื่อว่า การพุ่งขึ้นของตลาดทำสถิติสูงสุดใหม่จะได้รับแรงขับเคลื่อนจากการขยายตัวของผลประกอบการที่แข็งแกร่ง มากกว่ารายงานข่าวจากตะวันออกกลาง
'ดิฉันคิดว่าการฟื้นตัวขึ้นอย่างรวดเร็วที่เราเห็นนับตั้งแต่แตะจุดต่ำสุดในเดือนมีนาคม ส่วนหนึ่งมาจากการที่ตลาดยอมรับว่า ในที่สุดจะต้องมีทางออกบางอย่างเกิดขึ้น แต่แน่นอนว่าขอบเขตและช่วงเวลาของเรื่องนั้นยังไม่มีใครคาดเดาได้ ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ผลักดันให้ตลาดปรับตัวสูงขึ้น คือพลังของผลประกอบการกลุ่มเทคโนโลยี และสิ่งนี้กำลังเกิดขึ้นต่อเนื่องกับหลายบริษัทตลอดฤดูกาลประกาศผลประกอบการรอบนี้' นางมัวร์กล่าวในรายการ Closing Bell: Overtime ของสำนักข่าว CNBC