‘เซ็นทรัลรีเทล’ ระดมทุนกว่า 7 หมื่นลบ. สถาบันใน-ตปท.จ่อซื้อเกินครึ่ง หลังเคาะราคาใหม่ 40-43 บาท

บมจ.เซ็นทรัลรีเทลคอร์ปอเรชั่น (CRC) เตรียมเดินหน้าเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนต่อประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) จำนวนไม่เกิน 1,860.1 ล้านหุ้น หลังจากปรับช่วงราคาเสนอขายแคบลงมาที่หุ้นละ 40-43 บาท คิดเป็นมูลค่าเสนอขายรวมไม่เกิน 74,404-79,984 ล้านบาท สูงสุดในประวัติศาสตร์ตลาดทุนไทย

โดยได้รับกระแสตอบรับที่ดีจากนักลงทุนสถาบันที่มีชื่อเสียงทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ 11 รายทำสัญญาลงทุนในหุ้นกับ CRC เพื่อเป็น Cornerstone Investors จำนวนหุ้นรวม 560.6 ล้านหุ้น หรือกว่า 60% ของจำนวนหุ้น IPO ซึ่งจะเปิดให้นักลงทุนจองซื้อหุ้น CRC ได้ในระหว่างวันที่ 29-31 ม.ค.และ 3 ก.พ.63 คาดว่าจะเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นวันแรกภายในเดือน ก.พ.63 นี้

Cornerstone Investors (ผู้แสดงเจตจำนงจองซื้อก่อนเสนอขาย) ของ CRC ประกอบด้วยสถาบันการงินที่มีชื่อเสียงระดับสากล เช่น Capital Research Management Company, GIC Private Limited และ Avanda Investment Management เป็นต้น รวมถึงนักลงทุนสถาบันชั้นนำในประเทศไทย ได้แก่ บลจ.กสิกรไทย บลจ.บัวหลวง บลจ.ไทยพาณิชย์ บลจ. อเบอร์ดีน สแตนดาร์ด(ประเทศไทย) บลจ.ทิสโก้ และ บลจ.ธนชาต

นายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองกรรมการผู้จัดการ บล.บัวหลวง ในฐานะที่ปรึกษาทางเงิน CRC กล่าวว่า ในการจองซื้อหุ้น IPO ของกลุ่มสถาบัน แบ่งเป็นผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 6 ราย มีจำนวน 186.72 ล้านหุ้น และผู้ลงทุนสถาบันต่างประเทศ 5 รายรวม 373.89 ล้านหุ้น รวมมูลค่า 2.2-2.4 หมื่นล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนสูงสุดของ Cornerstone Investors

ทั้งนี้ บริษัทกำหนดวันจองซื้อหุ้น IPO วันสุดท้ายในวันที่ 3 ก.พ.นี้ และคาดว่าภายในวันที่ 5 ก.พ.จะประกาศราคาขายหุ้น IPO สุดท้ายจากช่วงราคาที่ปรับลงมาเป็น 40-43 บาท/หุ้น พร้อมกับอัตราแลกหุ้น บมจ.โรบินสัน (ROBINS) จากที่กำหนดไว้เบื้องต้น 1 หุ้น ROBINS ต่อหุ้น CRC ที่ 1.55-1.66 หุ้น ซึ่งจะนำหุ้น CRC เข้าซื้อขายครั้งแรกภายในเดือน ก.พ.นี้

การเสนอขายหุ้น CRC แบ่งเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวนไม่เกิน 1,331 ล้านหุ้น คิดเป็น 22.1% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดหลัง IPO จะเสนอให้แก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ผ่านการแลกหุ้น (Share Swap) และหุ้นที่จะเสนอขายให้กับนักลงทุนทั่วไป

ส่วนที่สองเป็นหุ้นสามัญเดิมที่เสนอขายโดย Hawthorn Resources Limited (ผู้ถือหุ้นเดิม) จำนวนไม่เกิน 360 ล้านหุ้น คิดเป็น 6% และส่วนที่สาม เป็นการจัดสรรหุ้นส่วนเกิน (Greenshoe) จำนวนไม่เกิน 169.1 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 10% ของจำนวนหุ้นทั้งหมดที่เสนอขายในครั้งนี้ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเงินไปใช้ในการรักษาระดับราคาหุ้น (Stabilization) เสริมสร้างความเชื่อมั่นให้แก่นักลงทุนเกี่ยวกับเสถียรภาพของราคาหุ้นในช่วง 30 วันแรกหลังหุ้นของ CRC เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

นายสรวิศ กล่าวว่า การออกและเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนต่อประชาชนเป็นครั้งแรกของ CRC จะดำเนินการควบคู่ไปกับการทำคำเสนอซื้อหุ้นทั้งหมดของ ROBINS เพื่อเพิกถอนหุ้น ROBINS ออกจากการเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนตามแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจของ CRC

ในการนี้ CRC จึงจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนส่วนหนึ่งให้เป็นค่าตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นของ ROBINS ที่ตอบรับคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ ซึ่งผู้ถือหุ้น ROBINS จะได้รับค่าตอบแทนเป็นหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC แทนการชำระด้วยเงินสด (Share Swap) คำนวณจากอัตราแลกหุ้นที่ราคาเสนอซื้อเท่ากับ 66.50 บาทต่อหุ้น ROBINS 1 หุ้นกับราคาหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ CRC ที่ช่วงราคาเสนอขาย 40-43 บาทต่อหุ้น หรือคิดเป็นช่วงอัตราแลกหุ้นที่ประมาณ 1.55 ถึง 1.66 หุ้นสามัญเพิ่มทุนใหม่ของ CRC ต่อ 1 หุ้นสามัญเดิมของ ROBINS

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ROBINS ปรับอัตราแลกหุ้น ‘เซ็นทรัล รีเทลฯ’ ใหม่เป็น 1 ต่อ 1.55 -1.66 หุ้น

ในการเสนอขายหุ้นสามัญของ CRC ในครั้งนี้ มี บล. บัวหลวง บล. ภัทร และ บล.กสิกรไทย เป็นผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย ทั้งนี้ บล. ภัทร จะทำหน้าที่เป็นผู้จัดหาหุ้นส่วนเกินและดำเนินการรักษาเสถียรภาพของราคาหุ้น

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRC กล่าวว่า การเสนอขายหุ้น CRC เป็นการเสนอขายหุ้น IPO ที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของไทยที่มีมูลค่าระดมทุนถึงราว 8 หมื่นล้านบาท และยังนับได้ว่าเป็นการเสนอขายหุ้น IPO ในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกที่มีมูลค่าสูงที่สุดทั่วโลกนับตั้งแต่ปี 50 ถือเป็นความภาคภูมิใจอย่างยิ่งของเซ็นทรัล รีเทล ในฐานะบริษัทค้าปลีกไทยที่สามารถสร้างสถิติการระดมทุนได้ในระดับโลก

นอกจากนี้ ยังมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) จัดอยุ่ในหุ้นที่มีขนาดใหญ่ที่สุด 15 อันดับแรกของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (TOP15) และ CRC จะเข้าอยู่ใน SET50 คาดว่าเมื่อ CRC เข้าตลาดหุ้นแล้วจะช่วยทำให้มูลค่าตลาดรวมเติบโต 1%

นายญนน์ กล่าวว่า การระดมทุนในส่วนของหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ที่ CRC จำนวน 18,536-29,665 ล้านบาท จะใช้เป็นเงินทุนในการขยายสาขาทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ รวมถึงการปรับปรุงสาขาต่าง ๆ ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทภายในปี 63-64 ได้แก่ การขยายสาขาใหม่ของห้างสรรพสินค้าโรบินสัน และ โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ การขยายสาขาของไทวัสดุ , การขยายสาขาของบิ๊กซี/GO! ในเวียดนาม และ ปรับปรุงสาขาต่าง ๆ ของแต่ละกลุ่มธุรกิจ นอกจากนี้จะนำไปชำระคืนหนี้เงินกู้ยืมจากสถาบันการเงินประมาณ 8,536 -19,665 ล้านบาทภายในปี 63

ทั้งนี้ เงินระดมทุนส่วนใหญ่เป็นการลงทุนขยายสาขาในประเทศ ส่วนในเวียนนามจะเปิดสาขาใหม่ 7 แห่งในปี 63 รวมเป็น 40 สาขาที่เปลี่ยนชื่อจาก บิ๊กซี เป็น GO ขณะที่ในอิตาลีจะเป็นการปรับปรุงสาขามากกว่า

สำหรับผลการดำเนินงานในปี 61 CRC มีรายได้รวม 206,575 ล้านบาท มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีที่ร้อยละ 8.3 (ปี 59 – 61) และมีกำไรสุทธิ 10,033 ล้านบาท ขณะที่ช่วง 9 เดือนแรกของปี 62 มีรายได้รวม 159,506 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6,298 ล้านบาท หรือคิดเป็นอัตราการเติบโต 4.1% จากช่วงเดียวกันในปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 5,860 ล้านบาท เติบโต 9.7%

รายได้รวมของ CRC แบ่งเป็น ประเทศไทยมากกว่า 60% เวียดนาม 17-18% และยุโรปมากกว่า 10% ส่วน EBITDA ในปี 61 อยู่ที่ 22,051 ล้านบาท อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี 4.5% โดยบริษัทมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลไม่น้อยกว่า 40% และมีอัตราหนี้สินต่อทุน(D/E) อยุ่ที่ 0.7 เท่า

ปัจจุบัน CRC มีจุดขายรวม 3,856 แห่งใน 3 ประเทศ (ไทย เวียดนาม อิตาลี) พื้นที่ขายรวม 2,998,656 ตร.ม. ฐานลูกค้า 28.8 ล้านรายทั่วโลก ทั้งนี้ บริษัทมีธุรกิจใน 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มแฟชั่น กลุ่มฮาร์ดไลน์ และกลุ่มฟู้ด ในหลากหลายรูปแบบและช่องทาง (Multi-format) ที่ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ (Multi-market) โดยมีแบรนด์ค้าปลีกชั้นนำมากมาย อาทิ ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน ซูเปอร์สปอร์ต เซ็นทรัลมาร์เก็ตติ้งกรุ๊ป เพาเวอร์บาย ไทวัสดุ ท็อปส์ แฟมิลี่มาร์ท โรบินสัน ไลฟ์สไตล์ เซ็นเตอร์ ในประเทศไทย รวมไปถึงบิ๊กซี/GO! เหงียนคิม ลานชีมาร์ท ในประเทศเวียดนาม และ รีนาเชนเต ห้างสรรพสินค้าระดับไฮเอนด์ที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศอิตาลี

CRC ยังเป็นผู้นำในการให้บริการผ่าน Customer-Centric Omni-channel แพลตฟอร์มที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวสามารถใช้ประสิทธิภาพจากเครือข่ายร้านค้าที่ครอบคลุมควบคู่ไปกับช่องทางออนไลน์ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดเพื่อมอบประสบการณ์ที่ไร้รอยต่อและแตกต่างสำหรับลูกค้า พร้อมมุ่งสู่ทศวรรษแห่งการต่อยอดการเติบโตของบริษัท

“ไทยยังมีโอกาสเติบโตมาก โดยเฉพาะการขยายออนไลน์ สิ่งสำคัญทำให้เกิดการรองรับลูกค้า สิ่งสำคัญเรื่อง Logistic Cost การมีร้านแบบ physical เพราะมีการส่งมอบสินค้าผ่านสาขาเซ็นทรัล 55% และเรามีพันธมิตรอย่าง GRAB ที่ส่งของได้ภายใน 1 ชม.” นายญนน์ กล่าว

ปัดตอบเสนอซื้อ”เทสโก้ โลตัส”หรือไม่

นายญนน์ กล่าวถึงการเข้ายื่นเสนอซื้อกิจการเทสโก้ โลตัส ในไทยและมาเลเซียของกลุ่มเซ็นทรัล ว่า ไม่ขอตอบ เพียงระบุว่า การเข้าซื้อหรือไม่เข้าซื้อกิจการเทสโก้ โลตัส จะไม่มีผลต่อการเติบโตของกลุ่มเซ็นทรัลตามแผน ขณะที่นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร CRC กล่าวปฏิเสธที่จะตอบ กล่าวเพียงสั้นๆว่า ถ้าตอบได้ก็ตอบไปแล้ว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 ม.ค. 63)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

Tags: , , , , , , ,