PTTGC ลุ้นครึ่งปีหลังฟื้นตามราคาน้ำมัน คาดอยู่ในกรอบ 42-45 เหรียญฯ/บาร์เรล

นายจิตศักดิ์ สุนทรพันธุ์ ผู้จัดการฝ่ายการเงินองค์กรและนักลงทุนสัมพันธ์ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) เปิดเผยว่า บริษัท คาดหวังผลการดำเนินงานในครึ่งปีหลังนี้จะปรับตัวดีขึ้นจากครึ่งปีแรก เนื่องจากเริ่มเห็นการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบอย่างชัดเจนในช่วงเดือน มิ.ยง-ก.ค.63

ปัจจุบันราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้นมาเคลื่อนไหวอยู่ที่ 43-44 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จากไตรมาส 2/63 ที่ปรับตัวลงไปที่ 30.5 เหรียญ/บาร์เรล โดยได้รับแรงสนับสนุนจากผู้ผลิตน้ำมันกลุ่มโอเปกและพันธมิตรที่สามารถบรรลุข้อตกลงปรับลดกำลังการผลิตลงได้ ส่งผลคาดว่าราคาน้ำมันดิบจะสามารถรักษาระดับไว้ที่ 42-45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในช่วงครึ่งปีหลังนี้

ขณะที่บริษัทยังคงการปรับโหมดการผลิต โดยลดการผลิตน้ำมันอากาศยานลง และหันมามุ่งเน้นการผลิตน้ำมันดีเซลที่ยังมีความต้องการใช้ที่ค่อนข้างคงที่ และมีการปรับใช้ในอุตสาหกรรมที่หลากหลายทั้งในอุตสาหกรรมโรงงาน และการผลิตไฟฟ้า ทำให้เชื่อมั่นว่าน้ำมันดีเซลจะรักษาระดับส่วนต่างผลิตภัณฑ์ (สเปรด) ได้ดี ถ้าเทียบกับผลิตภัณฑ์อื่น เช่นเดียวกับน้ำมันเดินเรือ (VLSFO) ที่ยังมีกิจกรรมการเดินเรืออย่างต่อเนื่อง

“ภาพครึ่งปีหลังนี้เรายังคงจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ที่อาจเกิดการระบาดรอบ 2 และแนวโน้มราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ปัจจุบันก็เห็นสัญญาณที่ดีขึ้น ในหลายประเทศก็มีการผ่อนปลนมากขึ้น ส่วนในประเทศไทยก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากมองราคาผลิตภัณฑ์ก็ถือว่าดูดีขึ้น ราคาน้ำมันมีเสถียรภาพมากขึ้น และราคาเม็ดพลาสติกโพลีเอทิลิน (PE) ปัจจุบันปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ 920 เหรียญ/ตัน จากครึ่งปีแรกอยู่ที่ 700-800 เหรียญ/ตัน คาดว่าภาพน่าจะดูดีขึ้นในไตรมาส 3 และ 4 นี้” นายจิตศักดิ์ กล่าว

สำหรับแนวโน้มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์ คาดว่าส่วนต่างผลิตภัณฑ์พาราไซลีนกับแนฟทาในครึ่งปีหลังนี้จะลดลงมาที่ 160-220 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากไตรมาส 2/63 ที่อยู่ที่ 222 เหรียญสหรัฐ/ตัน เนื่องจากคาดว่าอุปทานจะเพิ่มขึ้นจากผู้ผลิตรายใหม่ ขณะที่อุปสงค์จากภาคอุตสาหกรรมปลายน้ำ เส้นใยและสิ่งทอ (Fiber Filament) กรดเทเรฟทาริคบริสุทธิ์ (PTA) โดยเฉพาะขวดบรรจุภัณฑ์ (PET Bottle Resin) อาจชะลอตัวเนื่องจากสถานการณ์การระบาดของไวรัสโควิด-19 ยังไม่ดีขึ้น

ด้านส่วนต่างราคาเบนซีนและแนฟทา คาดว่าจะอยู่ที่ 90-110 เหรียญสหรัฐ/ตัน ลดลงจากไตรมาส 2/63 ที่อยู่ในระดับ 97 เหรียญสหรัฐ/ตัน เนื่องจากยังมีซัพพลายใหม่เข้ามาในตลาด และความต้องการของกลุ่ม Automotive และ Construction ที่มีแนวโน้มอ่อนตัวลง ทำให้น่าจะเป็นปัจจัยกดดันในสายของเบนซีน

ส่วนแนวโน้มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์ในช่วงครึ่งปีหลังนี้ คาดว่าราคาเฉลี่ยเม็ดพลาสติก HDPE จะฟื้นตัวได้ค่อนข้างดี จากปัจจุบันอยู่ที่ 920 เหรียญสหรัฐ/ตัน แล้ว จากไตรมาส 2/63 ปรับตัวลดลงไปที่ 760 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจจีน และการฟื้นตัวของราคาน้ำมันดิบ ทำให้ราคา HDPE ในครึ่งปีหลังนี้จะอยู่ราว 830-910 เหรียญสหรัฐ/ตัน

ด้านราคา MEG มีแนวโน้มทรงตัว จากปริมาณอุปทานอาจสูงขึ้น แต่ยังได้รับปัจจัยสนับสนุนจากอุปสงค์ของกลุ่มผลิตภัณฑ์ปลายน้ำ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยังคงเติบโตได้ บริษัทคาดว่าราคา MEG (ASP) ในครึ่งปีหลังเฉลี่ยอยู่ที่ 420-480 เหรียญสหรัฐ/ตัน และผลิตภัณฑ์พอลิโพรไพลีน (PP) ราคายังอยู่ในระดับที่ดีราว 900-1,020 เหรียญสหรัฐ/ตัน จากความต้องการด้านบรรจุภัณฑ์อาหาร

อย่างไรก็ตาม ในปี 63 คาดการณ์การใช้กำลังการผลิตของธุรกิจโอเลฟินส์จะอยู่ที่ 97% จากการปิดซ่อมบารุงที่แล้วเสร็จไปในไตรมาส 1/63 และคาดการณ์การใช้กำลังการผลิตของธุรกิจโพลิเมอร์จะอยู่ที่ 101%

นายจิตศักดิ์ กล่าวว่า ความคืบหน้าของโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในสหรัฐฯ ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษา และมองหาพันธมิตรรายใหม่เพื่อเข้าร่วมลงทุน หลังจาก Daelim Industrial Co.,Ltd. (DAELIM) จากเกาหลีใต้ถอนตัวไป ซึ่งบริษัทมองโครงการดังกล่าวเป็นโอกาสสร้างรายรับในระยะยาว

นอกจากนี้ บริษัทยังหาโอกาสควบรวมกิจการ (M&A) ในกิจการที่มีมูลค่าสูง (High value) เพื่อเพิ่มโอกาสการเติบโต โดยบริษัทสนใจธุรกิจในกลุ่ม High-Performance Polymers (HPPs) & Composites และ Coating &Adhesives

ขณะที่โครงการลงทุนต่างๆ ยังดำเนินการไปอย่างต่อเนื่องตามแผน ทั้งโอเลฟินส์ (ORP) โรงใหม่ และโครงการโพรพิลีนออกไซด์/โพลิออลส์ (PO/Polyols) คาดดำเนินการเชิงพาณิชย์(COD) ไตรมาส 4/63 , โครงการธุรกิจเคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษ ทั้ง PA9T และ HSBC รวมถึงโรงงานรีไซเคิลคาดว่าจะแล้วเสร็จและ COD ได้ในปี 65

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (18 ส.ค. 63)

Tags: , , ,
Back to Top